ปู่กับหลาน

นิทานเรื่อง ปู่กับหลาน



          ระหว่างนั่งเฝ้ารอดูสถาณการณ์น้ำไหลบ่าท่วมจังหวัดต่างๆเรื่อยมา ใกล้บ้านเข้ามาทุกที ก็ฆ่าเวลาด้วยการรื้อตู้หนังสือที่เก็บหนังสือเก่าๆไว้มานั่งพลิกดูทีละเล่ม หนังสือแต่ละเล่มก็มีความหลังให้เราคิดถึงอดีตในห้วงเวลาที่เราอ่านหนังสือเล่มนั้น  ภาพในอดีตอันเลือนลางก็จะค่อยๆปรากฎ หนังสือบางเล่มอยู่ในห้วงเวลาที่เรามีความสุข  หนังสือบางเล่มก็อยู่ในห้วงเวลาที่เราต้องสู้กับชีวิต ต้องสู้เพื่อฟันฝ่าให้ก้าวข้ามอุปสรรคในชีวิต นำพาครอบครัวไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต  หนังสือบางเล่มที่เราชอบบ้างก็สูญหายไป  เมื่อแรกๆก็ไม่นึกว่าจะสำคัญอะไร อ่านแล้วก็เก็บบ้าง หายไปบ้าง แต่พอถึงเวลานี้รู้สึกว่ามันเหมือนย้อนภาพในอดีตให้เราคิดถึงได้เป็นอย่างดี

           อย่างหนังสือที่เราจะพูดถึงในวันนี้คือหนังสือวารสารเด็กที่มีการ์ตูนประกอบ หรือที่เรามักจะเรียกรวมๆกันว่า "หนังสือการ์ตูน"
          หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า "เพื่อนรัก" ที่ผมมีอยู่ก็ประมาณปี 2524-5  ตอนนั้นก็ซื้อประจำให้ลูกอ่าน เนื่องจากมีสาระดี เหมาะกับเด็ก และมีการเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมกิจกรรม โดยให้เขียนอะไรก็ได้ไปลงในคอลัมน์ "หนูน้อยนักเขียน" ครั้งนั้นลูกสาวก็เขียนเรื่องส่งไป และได้ลงในคอลัมน์ดังกล่าว ทั้งบ้านก็ดีใจกันใหญ่เลย คงจะเป็นการเริ่มต้นที่ต่อมาลูกสาวก็สามารถสอบเข้านิเทศน์ฯจุฬาได้สมปรารถนา จากการหัดขีดหัดเขียนและรักมันมาตั้งแต่เด็ก นี่คือความหลังที่ทำให้มีความสุข

          ในยุคเดียวกัน พอจำได้ว่ามีหนังสือที่อยู่ในข่าย "หนังสือดี" ก็มีหนังสือ "ตุ๊กตา" หนังสือ "ชัยพฤกษ์" ซึ่งผมก็ซื้อให้ลูกเหมือนกัน แต่ไม่ได้เก็บไว้เลย

          หนังสือ "เพื่อนรัก" มีบรรณาธิการคือคุณ อนุช อาภาภิรม น้องชาย ดร.อาณัติ อาภาภิรม บิ๊กบอสแห่ง BTS ปัจจุบัน คุณอนุชนี่ เด็กรุ่นใหม่คงไม่มีใครรู้จัก คุณอนุชเป็นนักเคลื่อนไหวในช่วง 14 ตุลาฯ 2516 และได้หลบเข้าป่าไปหลังนักศึกษาโดนปราบอย่างหนักหลัง 16 ตุลา 2519 ต่อมาเมื่อมีการนิรโทษกรรมหรือเรียกว่าอะไรก็จำไม่ได้แล้ว คุณอนุชและนักศึกษาอีกจำนวนมากก็ "คืนเมือง" มาศึกษาเล่าเรียนต่อ

          ผมได้พบหนังสือเพื่อนรักเห็นว่ามีเนื้อหาสาระดี และโดยเฉพาะห็นชื่อคุณอนุช เป็นบรรณาธิการ ก็ตัดสินใจซื้อประจำให้ลูกทันที ผมนึกไม่ออกว่าผมประทับใจในเรื่องใดกับคุณอนุช แต่คิดว่าคูณอนุชมีความคิดดี เป็นคนดี ปัจจุบันนี้คุณอนุชทำอะไรอยู่ผมก็ไม่ได้ข่าว หรือเราอาจจะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวในวงวรรณกรรมเพราะวงวรรณกรรมในยุคสมัยเดียวกัน ถูกกลบไปด้วยวรรณกรรมรุ่นใหม่หมดแล้ว

อีกคนหนึ่งที่ผมจำได้คือคุณวสันต์ สิทธิเขตต์ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น  ผมเคยทำ "ชมรมช่วยเหลือการศึกษาเด็กในชนบท" และได้คิดซื้อเสื้อไปแจกเด็กๆในชนบท  แต่อยากให้เสื้อดูน่ารักหน่อยจึงไปที่สำนักงานเพื่อนรัก ไปขอพบคุณอนุช เพื่อแจ้งความประสงค์และขอให้วาดการ์ตูนน่ารักให้สักรูปเพื่อไปทำซิลค์สกรีนให้เสื้อเด็ก คุณอนุชก็เรียกเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้ามา แล้วก็บอกให้เขียนรูปสวยๆให้รูปหนึ่ง ผมก็ได้การ์ตูนน่ารักมารูปหนึ่งเอาไปพิมพ์ลงในเสื้อไปแจกเด็ก   หลังจากนั้นอีกหลายปี ผมได้เห็นข่าวคุณวสันต์ สิทธิเขตต์ อีกครั้งใบหน้าปกคลุมไปด้วยหนวดเคราเป็นนักเคลื่อนไหวไปซะแล้ว ก็เอ..วันนั้นเราเห็นเด็กหนุ่มร่าเริงหน้าตาสะอาดที่เขียนภาพการ์ตูนน่ารักให้เรา กลายเป็นคนดุเดือดเลือดเข้มไปเสียแล้ว  กาลเวลาเปลี่ยนไปคนเราเรียนรู้โลกทัศน์ชีวทัศน์มากขึ้น...

          นี่เป็นเรื่องที่รำลึกได้ระหว่างที่พลิกหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เล่านี่เล่าจากความจำหากมีข้อมูลใดที่ไม่ถูกต้อง ก็โทษ "สมอง"มันก็แล้วกัน อาจจำผิดพลาดไปบ้าง

          และก็ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ก็พบนิทานเรื่อง "ปู่กับหลาน" อ่านแล้วก็อยากจะนำมาเผยแพร่ต่อ ถึงแม้บางคนอาจเคยได้ยินได้ฟังจากที่อื่นมาบ้างแล้วก็ตาม ลองอ่านดูนะครับ

          ครั้งหนึ่งยังมีชายชราซึ่งแก่มากคนหนึ่ง  แกแก่มากเสียจนดวงตาฝ้าฟาง และแขนขาก็สั่นเทา

          เวลาที่แกนั่งโต๊ะอาหาร  มือของแกก็สั่นจนแทบถือช้อนไว้ไม่อยู่  และบางทีแกยังทำซุปหกเลอะเทอะผ้าปูโต๊ะอีกด้วย  ลูกชายและลูกสะใภ้ของแกรู้สึกรำคาญมากจนไม่ยอมให้แกนั่งที่โต๊ะอาหารอีกต่อไป  แต่ให้นั่งตรงมุมข้างๆใกล้เตาไฟแทน

          ทั้งสองให้อาหารแกกินในชามดินเผาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น   แกได้แต่นั่งในที่ของแก  พลางมองดูคนอื่นๆกินอาหารที่โต๊ะแล้วน้ำตาก็ไหลรินออกมา

          วันหนึ่งขณะที่แกยื่นมืออันสั่นเทาไปรับชามข้าวจากลูกสะใภ้ ชามจึงตกลงบนพื้นและแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

          ลูกสะใภ้ดุว่าแกใหญ่  แต่แกก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา  แล้วนางก็ซื้อชามไม้ราคาถูกมาให้แกใช้แทน  โดยไม่ให้อะไรไว้ตักกินเลย

          แล้ววันหนึ่งขณะที่ทุกคนกำลังนั่งอยู่ด้วยกัน  ลูกน้อยอายุสี่ขวบก็หอบเอาเศษไม้จำนวนมาก มากองรวมกันไว้

          "ลูกจะทำอะไรจ๊ะ ?"   พ่อเด็กน้อยถามขึ้น

          "หนูกำลังทำรางเล็กๆไว้ให้พ่อกับแม่กินตอนที่หนูโตขึ้นไงฮะ" เด็กชายตอบ

          สองสามีภรรยามองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง  ในที่สุดทั้งคู่ก็เริ่มน้ำตาไหล  ครั้นแล้วเขาจึงไปจูงมือปู่ผู้ชรามานั่งที่โต๊ะอาหารเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน

          ตั้งแต่นั้นมา ทั้งคู่ก็ไม่พูดจาว่ากล่าวอะไรเลยเวลาปู่ชราทำอาหารหกเลอะเทอะ

("เพื่อนรัก"--แปลมาจาก The old man and His Grandson)

          เป็นอย่างไรครับ ที่บ้านใครมี ปู่ ย่า ตา ยาย แก่ๆอย่างนี้บ้างไหม

          ยามยังหนุ่ม สาว พ่อแม่เราทำมาหากินปกป้องคุ้มครองเราให้อยู่รอดปลอดภัยกินอิ่มนอนหลับ จนเติบใหญ่สามารถมีครอบครัวเป็นของตนเอง ถึงเวลานี้ พ่อแม่เราเริ่มแก่เฒ่าอ่อนล้าเรี่ยวแรงไม่มี สมองเลอะเลือน สภาพจะกลายเป็นเด็กเข้าทุกที ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  เมื่อถึงเวลานั้นเราจะดูแลพ่อแม่เราเหมือนที่ท่านได้เคยดูแลเรามาเมื่อเป็นเด็กหรือไม่........

**********************************************

          ใครที่น้ำท่วมบ้าน ก็ขอแสดงความทุกข์ใจด้วย และขอให้น้ำลดไวๆ
ใครที่บ้านปลอดภัยไร้น้ำ..(ไร้น้ำเฉยๆนะครับ ไม่ใช่ไร้น้ำยา)ก็ขอดีใจด้วย
สำหรับผม คงต้องลุ้นไปอีกหลายวัน ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ พยายามทำใจ ไม่สนใจมัน เพราะยิ่งดูทีวี เจอแต่ไอ้พวก "ปลอดประสบการณ์" แล้วยิ่งมึนหนักขึ้นไปอีก...

สวัสดีครับ...



          พอดีเพิ่งสังเกตุว่าปกหนังสือเล่มนี้มีภาพควายยืนตาเศร้าน่าสงสารอยู่ตัวเดียว  ผมว่าควายมันคงสงสารคนในยามนี้ที่บ้านเมืองต้องแตกแยกขาดความสามัคคีกัน แล้วยังมาเจอภัยวิบัติอย่างใหญ่หลวงเกินครึ่งค่อนประเทศ มันคงอยากจะพูดว่า "โธ่...ไอ้คนเอ๊ย...ข้าสงสารเอ็งจริงๆ เวรกรรมอะไรของเอ็งวะ ไอ้คน"



















*************

ร้านค้าของคนเกษียณ

คุณสมบูรณ์ รัตนหล


          เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ได้ไปเดินดูสินค้า ไอที (IT) ที่ห้างพันธ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ก็พอดีไปพบคุณสมบูรณ์ รัตนหล เพื่อนเก่า ปัจจุบันเกษีนณแล้ว อดีตเคยเป็นหัวหน้าแผนกบริการเขตนนทบุรี และเขตบางเขน


คุณสมบูรณ์ และภรรยา


         ปัจจุบันคุณสมบูรณ์และภรรยาคู่ชีวิตคนเดียวของคุณสมบูรณ์(มีคนเดียวนี่แหละ พูดให้มันงงๆหน่อย) ได้ใช้เวลาว่างหลังเกษียณแล้วไปช่วยดูแลกิจการร้านขายอุปกรณ์การถ่ายรูป และสินค้า ไอที มากมาย หรือที่เรียกกันว่า Accessories นานาชนิดมากมายทีเดียว



คุณสมบูรณ์ และลูกสาว

          ร้านนี้ดำเนินกิจการโดยลูกสาวและสามีครับ
              ชื่อว่าร้าน SEED CAMERA



          ร้าน SEED CAMERA อยู่ชั้น 2 นะครับ ห้องเลขที่ 2126 แต่ไม่ต้องไปมองหาเลขที่ห้องหรอกครับ ดูป้ายชื่อร้านดีกว่า เห็นได้ชัดเจน หรือสังเกตุง่ายๆก็อยู่ด้านไกล้ทางออกสะพานลอยคนข้ามด้านหน้าห้างแหละครับ
         



          เพื่อนๆน้องๆหรือผู้ที่อยู่ใน "ชุมชนคนเกษียณ" ที่ชอบเรื่องถ่ายรูป หรือชอบเล่นพวกไอทีต่างๆ เชิญไปชมและหาซื้อกันได้นะครับ เยอะจริงๆ สารพัดสินค้า ดูแล้วเหมือนว่าจะมีทุกอย่าง  และสินค้าแต่ละชนิดไม่ใช่ใส่โหลหรือใส่เข่งมานะครับ เป็นสินค้าที่คัดมาทุกชิ้น  และมีจำนวนมากที่เจ้าของบินไปเลือกหามาจากต่างประเทศด้วยตนเองเลยทีเดียว  หากสนใจจะลองดูรายการสินค้าในเว็บก่อนก็ได้นะครับ ดูได้ที่ http://www.seedcamera.com/  เห็นของแล้วจะ "ซี๊ด" ตามชื่อร้านเลยครับ (เจ้าของร้านเค้าคงไม่ได้แปลอย่างผมนะครับ) บอกอีเม้ย เอ๊ย อีเมล์ไว้หน่อยก็ได้ เผื่อใครอยากจะถามอะไร admin@seedcamera.com หรือใครไม่ซื้อไม่หา ผ่านไปแถวนั้นไปแวะทักทายกะคุณสมบูรณ์กันหน่อยก็ได้นะครับ  เพราะแกจะยืนเกะกะๆอยู่แถวนั้นแหละ  ใครที่เคยเป็นลูกน้องแล้วชอบวางยาแกไว้ ไปขออโหสิแกได้  เอ้าเอาเบอร์โทรไว้หน่อย โทร.02 953 5536

         เรื่องราคา ไม่ต้องพูดถึง คุณสมบูรณ์แกคงไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ แต่รับรองว่าเป็นธรรมตามคุณภาพสินค้าครับ


         ขอเชิญนะครับ ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเรากันบ้าง รวมทั้งน้องๆด้วย เห็นเพื่อนได้ใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เป็นประโยชน์ ได้ช่วยเหลือครอบครัวอย่างมีความสุข ก็ยินดีด้วยครับ  และขอให้กิจการเจริญๆยิ่งๆขึ้นนะครับเพื่อน  
         

***********

          ท่านที่อ่าน blog นี้แล้วอยากจะประชาสัมพันธ์อะไร เชิญได้เลยนะครับ อยากจะขายบ้าน ขายรถ ขายมือถือ ขายหม้อ(หุงข้าว) ขายตู้เย็น หรือจะเอาอะไรมาแลกกะอะไร (ยกเว้นเมีย)เชิญได้เลยนะครับ อยากจะบริการทุกอย่างที่ทำได้เพราะพื้นที่ไม่ต้องเสียตังค์เหมือนเว็บไซต์  ตอนนีมีคนอยากได้มือถือ samsung galaxy SL i9003 หรือ LG Optimus Black มือสอง มีใครจะขาย(ถูกๆ)บ้างไหมคร้บ ราคากันเอง เชิญติดต่อได้ครับ

          ใครจะติดต่อผม เชิญได้นะครับ โทร 08 0303 1916 ตั้งแต่ 9.00 - 16.00 น.

หรือที่  www.facebook.com/tang999
          bhisdarl@gmail.com  

          สวัสดีครับ....


*************

คนชราฆ่าตัวตายพุ่ง






น.ส.พ.ไทยรัฐวันอังคารที่ 6 กันยายน 2554
เนื้อหาในข่าวรายงานว่า

          กรมสุขภาพจิตเผยคนแก่วัยล่วง 80 หน่ายโลกจนฆ่าตัวตายสูงสุด "แขวนคอ กินยา" วิธีฮิตปลิดชีพตัวเอง 5 จังหวัดภาคเหนือครองแชมป์ ลำพูน มาอันดับหนึ่ง ส่วน 5 จังหวัดที่ฆ่าตัวตายต่ำได้แก่ ปัตตานี หนองคาย นราธิวาส ยะลา และพิจิตร  เผยคนเหนือฆ่าตัวตายมากที่สุด เพราะติดวัฒนธรรมประเพณี ขณะที่คนในยุโรปเป็นโรคจิตมากขึ้น  องค์การอนามัยโลกชี้ ปี 2563  ภาวะเครียดจัดจะกลายเป็นอาการป่วยที่เกิดกับกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมากเป็นอันดับสองของโลก

          และในข่าวยังแจ้งว่าในปี 2553 มีการฆ่าตัวตาย 3,761 ราย  เฉลี่ยวันละ 10 ราย  เพศชาย  ฆ่าตัวตายมากกว่าเพศหญิง  กลุ่มอายุ 80 - 84 ปีมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 75-79 ปีตามด้วยอายุ70-74 ปี  จังหวัดที่ฆ่าตัยตายสูงสุดคือ  ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน และเชียงใหม่

          สิ่งที่กรมค้นพบและควรเร่งดำเนินการแก้ปัญหา คืออัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มผู้สูงอายุอยู่ในอัตราสูงที่สุด เพราะผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม ไม่มีเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไป  ไม่มีญาติมาเยี่ยมเยือน หรือไม่มีลูกหลานมาเอาใจใส่ดูแล  จึงจำเป็นที่ลูกหลานหรือคนใกล้ชิดจะต้องทำให้ผู้สูงอายุรู้ว่าจะต้องอยู่ทำไม หรือควรไปเยี่ยมให้รู้สึกอบอุ่น อย่าให้จับเจ่าอยู่คนเดียว

          ทำไมผมถึงนำข่าวนี้มาเสนอ

          ก็เพราะว่าเราอยู่ใน "ชุมชนคนเกษียณ" และตัวเลขในข่าวก็บอกอยู่แล้วว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดคือผู้สูงอายุ  ถึงแม้ว่าผมจะไม่เคยได้ข่าวว่าผู้เกษียณจาก กฟน.ของเราเคยมีใครฆ่าตัวตายบ้างหรือไม่  แต่ในอนาคตก็ไม่แน่  เพราะในรายงานข่าวแจ้งว่า ในปี 2563 หรืออีก 9 ปีข้างหน้าภาวะเครียดจัดจะกลายเป็นอาการป่วยที่เกิดกับกลุ่มคนทุกเพศทุกวัยมากเป็นอันดับสองของโลก  ซึ่งผมว่ามันน่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะทุกวันนี้ฟังข่าวในประเทศก็มีแต่นักการเมืองด่ากันไป ด่ากันมา ทั้งๆที่คนครึ่งค่อนประเทศต้องทนทุกข์อยู่กับภาวะน้ำท่วมบ้านท่วมไร่ท่วมนา  ส่วนข่าวต่างประเทศก็มีแต่ข่าวไล่ล่าฆ่าฟันกัน ล้มล้างผู้นำกัน ซึ่งมีไอ้กัน "ผู้รักประชาธิปไตยแต่ปาก"  เป็นโต้โผใหญ่ ไปรุกรานเขาจนประเทศตัวเองจะเจ๊งอยู่แล้ว  หรือไม่ก็ข่าวประเทศนั้นประเทศนี้จะล่มจมล่มสลายอะไรแบบนั้น และที่สำคัญคือมันจะกระทบมาถึงประเทศไทยอย่างแน่นอน และถ้าประเทศไทยไม่ระมัดระวังการใช้จ่ายงบประมาณ ยังถลุงไปกับนโยบายประชานิยม มีหวัง "เจอแน่" ถึงเวลาค่าเงินของเราจะเหลือเท่าไหร่

         นี่คือสาเหตุให้ผู้สูงอายุเครียดส่วนหนึ่ง

         จะสังเกตุได้ว่า ผู้สูงอายุที่ฆ่าตัวตาย จะเริ่มต้นที่อายุ 70 ขึ้นไป ยกเว้นคุณครูพละ ที่ฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุ 58 สาเหตุเนื่องจากปัญหารักต่างวัย ที่แก้ไม่ตก และพลอยทำให้เด็กอายุ 15 ฆ่าตัวตายตามไปอีกคน ขอเคารพในความรักของทั้งสองคน  ถ้าไม่เกิดกับตัวแล้วจะไม่รู้หรอก ดังนั้นต้องพยายามอย่าให้มันเกิด ที่เขาเรียกว่า "ตัดไฟแต่ต้นลม"

          ผู้ที่อายุเริ่ม 70 เริ่มคิดฆ่าตัวตาย ผมว่ามันเกิดจากหลายปัจจัยดังนี้

          ปัจจัยแรก...ความเจ็บป่วย อายุขนาดนี้โรคภัยที่เจ็บออดๆแอดๆมาแต่แรก (ผมว่าคนบัญญัติศัพท์นี้ ชัดเจนดีครับ เพราะอายุขนาดนี้เวลาขยับตัวมันจะดังอ๊อดๆแอ๊ดๆก๊อปๆแก๊ปๆเหมือนบ้านเก่าๆยังไงยังงั้นทีเดียว) ตอนนี้โรคต่างๆก็จะเริ่มรุกเร้ารุนแรงเพิ่มมากขึ้น บางคนถึงกับเรียกว่าทรมานเอาเลยทีเดียว ชีวิตที่อยูอย่างทรมาน เข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำนอกจากเวลาที่ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นวันเป็นเดือน ยังต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าหมอ ค่ายา ค่ารถ เดือดร้อนลูกเมียต้องหาเวลามาดูแลถ้าไม่ใช่เป็นคนมีเงินถุงเงินถังหรือมีลูกเป็นข้าราชการ อาจคิดลาโลกเอาง่ายๆ ดังเราจะได้ยินอยู่บ่อยๆว่าผู้สูงอายุฆ่าตัวตายหนีโรคร้าย

          ปัจจัยที่สอง..ในวัยนี้ บางทีคู่ชีวิต(ทั้งหญิงและชาย)ทนไม่ไหว อำลาเราไปเสียก่อน หรือลูกหลานก็เติบโต มีหน้าที่เรียนหนังสือ-ทำงาน ไม่มีเวลามาเยี่ยมเยียนดูแลเรา  และชีวิตในช่วงนี้ก็เริ่มร่วงโรยไม่คึกคักเหมือนเก่า วันๆเอาแต่นั่งๆนอนๆ  ลูกหลานก็ไม่ค่อยอยากคุยด้วยแล้ว เพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกัน บ้างก็ลาโลกไปบ้างเจ็บป่วยบ้าง (ไม่เหมือนพวกนักการเมือง ทำไมมันอึดกันจัง แก่ยังไงก็ไม่ค่อยจะตายง่ายๆ) เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเศร้า เหงาหงอย ก็มาเยือน ความเหงา ความว้าเหว่นี่มันทรมานที่สุดเลยแหละ  นี่คือทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ..

          ประการสุดท้าย...หนีไม่พ้นเรื่อง "เงิน"

          คนโดยทั่วไป ไม่นับพวกมีมรดกเป็นหมื่นล้านเช่นลูกเศรษฐีทั้งหลาย  ยิ่งเป็นชาวชนบท ที่มีสถิติฆ่าตัวตายกันมากๆ  ส่วนหนึ่งผมว่าต้องมีปํญหาเรื่องการครองชีพ ทุกวันที่เราดูรายการทีวี ในแต่ละวันจะมีข่าวผู้สูงอายุอยู่กระท่อมโทรมๆ เก็บขยะขาย บางรายยังมีหลานที่ลูกเอามาทิ้งไว้ให้เลี้ยงอีก  ชีวิตอย่างนี้มันน่าอยู่นักหรือไง  แต่บางคนที่พยายามอยู่ ก็ด้วยเป็นเพราะความรักความห่วงใย  เช่นเมื่อฟังผู้สูงอายุรายหนึ่งทางทีวีที่ต้องเลี้ยงหลานเล็กๆทั้งที่ตัวเองต้องเก็บขยะเก็บผักขาย ตัวเองก็ป่วยยังบอกกับนักข่าวว่า ฉันยังตายไม่ได้ ถ้าฉันตายแล้วหลานจะอยู่กับใคร ใครจะเลี้ยงหลานฉัน  ถ้ามีกำลังใจเป็นแรงผลักดันอย่างนี้ ยายคนนี้ไม่มีทางฆ่าตัวตายแน่ๆ  นี่แหละพลังแห่งความรัก การต่ออายุให้ผู้สูงวัยนั้น ลูกหลานเป็นยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุด

          จากวัย 60 ถึง 70 เป็นวัยที่หมดไปทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์

          ผมยังเคยเห็นอดีตพนักงาน กฟน.ที่วัยเริ่ม 70 แล้วยังต้องต่อสู้ดิ้นรนในการหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว ผมเคยพูดแล้วว่าระบบสว้สดิการ ระบบการออมของพวกเรามันไม่สมบูรณ์ มันเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยได้บางส่วน  ดังนั้นแต่ละคนจะต้องหาส่วนที่ขาดมาเติมเอาเองให้เต็ม  พนักงานคนใดอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่มีงานพิเศษหรือที่เรียกกันว่า"โอที" คนเหล่านี้ถ้ารู้จักเก็บ รู้จักลงทุนก็จะมีเงินทองทรัพย์สินเป็นกอบเป็นกำ ไว้เลี้ยงตัวได้ยาวนานกว่า   พนักงานบางคนอยู่ในหน่วยงานที่ไม่เคยมี "โอที" เลย เงินเดือนอย่างเดียวก็ไม่ค่อยจะพออยู่แล้ว อย่าว่าแต่จะเก็บเงินได้เลย  ใช้สหกรณ์เป็นตัวช่วยตลอด  พวกนี้เมื่อเกษียณแล้ว เงินที่รับมาหลังเกษียณก็จะหมดไปอย่างรวดเร็ว  เพราะไม่มีบ้านให้เช่า ไม่มีตึกแถวให้เช่าฯลฯ รายรับไม่มี มีแต่รายจ่าย ใครลากยาวได้ถึง 70 ก็ถือว่าเก่งแล้ว  คนใน กฟน.อาจยังโชคดีกว่าต่างจังหวัดที่เป็นชาวไร่ชาวนาหรือกรรมกร หาเช้ากินค่ำ เพราะส่วนใหญ่ เมื่อมีลูกมีเต้า (ความจริง เต้า ต้องมาก่อน แล้วต่อมาจึงมีลูก ?) มักจะส่งเสียร่ำเรียนกัน จนสามารถประกอบอาชีพ อย่างน้อยก็ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ (ไม่ต้องให้หรอก ไม่ต้องมาขอก็ดีแล้ว) ลูกบางคนก็ยังช่วยเหลือครอบครัวได้บ้าง คือเมื่อเดือดร้อนขัดสนขึ้นมายังสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ เรื่องแบบนี้ฝรั่งงง  เมื่อรู้ว่าลูกๆจะจ่ายเงินประจำเดือนให้พ่อแม่ใช้  หรือบางที่พ่อแม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ลูก ขณะที่ลูกยังไม่มีงานทำ  ของฝรั่งเค้า ถ้าลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว ยังไม่มีงานทำ ก็ให้ไปรับสวัสดิการจากรัฐ  หรือพ่อแม่ที่เกษียณแล้ว ถ้าไม่มีจะกินก็ไปใช้สวัสดิการของรัฐเช่นกัน  จะไปอาศัยลูกอย่างเมืองไทยนั้นไม่มี

          ขอแตกเรื่องไปนิดหนึ่ง  ประเทศไทยนี้ถือว่าสวัสดิการของผู้สูงอายุ แทบจะไม่มีเลย เงิน 500 บาทที่รัฐให้นั้นจะเอาไปทำอะไรได้ รับไป 20 ปียังซื้อกระเป๋าใบเล็กๆของท่านนายกฯยังไม่ได้เลย ชาวไร่ชาวนา กรรมกร ที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญ ต้องทำงานตลอดชีวิต  แต่ที่สังคมผู้สูงอายุยังอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้ออาทรกัน พ่อแม่เลี้ยงลูกมา เมื่อแก่เฒ่า ลูกเต้าก็ยังดูแล (รัฐไม่เหลียวแล) ดังเช่นที่กล่าวมาแล้ว แต่นับวันลูกที่ดีก็น้อยลงไปเรื่อย นี่อาจเป็นสาเหตุให้ผู้สูงอายุฆ่าตัวตาย

          กลับมาที่ กฟน.ของเรา เมื่อเราทำงาน เราก็เป็นพนักงาน กฟน., เป็นสมาชิกสหภาพฯ, เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ

         เมื่อเราเกษียณ เราไม่ได้เป็นพนักงาน กฟน. เราไม่ได้เป็นสมาขิกสหภาพฯ เราไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ แต่เรายังสามารถมีหุ้นได้ สามารถฝากเงินได้ ในชื่อเรียกใหม่ว่าสมาชิกคงสภาพ

         สิทธิในการรักษาพยาบาล  สิทธิในการร่วมกิจกรรมกับสหภาพ สิทธิในการใช้สิทธิ์พิเศษต่างๆของสหภาพฯเช่น การผ่อนส่งค่าเข้าร่วมกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายฯ

          การเสียสิทธิ์ในการใช้และการรับสวัสดิการต่างๆในสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ

          ทำไม...ผู้สูงอายุที่ถึงวัยที่จะต้องเกษียณการทำงานเมื่อวัยมาถึงอายุ 60 ปีจะต้องสูญสิทธิประโยชน์ทุกสิ่งทุกอย่าง  ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ใช้กันมาแต่ดั้งเดิม  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป  สิทธิของมนุษยชนได้รับการยอมรับมากขึ้น   สิทธิในการได้รับสวัสดิการต่างๆควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงและเป็นธรรมมากขึ้น    

          ผมอยากจะเรียนให้คณะกรรมการทั้งสหภาพฯและสหกรณ์ฯ ที่ทำหน้าที่บริหารอยู่ในเวลานี้ โปรดทบทวนกฎกติกา สมควรแก้ไขกติกาให้เป็นธรรมต่อผู้สูงอายุให้ได้มีสิทธิมีสวัสดิการตามหลักสิทธิมนุษยชน  หรือสิทธิในการเป็นสมาชิกองค์กรอย่างเท่าเทียมกัน โปรดอย่าอ้างระเบียบที่เก่าแก่ ล้าสมัยมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งกรรมการหลายคนมักจะอ้างแนวนี้มาตลอด จะเป็นด้วยไม่เคยคิดจะแก้ไข  หรือมองปัญหาไม่เห็น เพราะตนเองนั่งอยู่บนสิทธิพิเศษที่ไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าว  คงปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว 

          เราเคยเสนอแนะให้ฝ่ายบริหารแก้กฎระเบียบต่างๆเพื่อความเป็นธรรม  แล้วทำไมเราไม่แก้กฎระเบียบเพื่อความเป็นธรรมแก่สมาชิกของเราบ้าง

          อย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญ เขายังแก้ไขกันได้ แล้วกฏระเบียบเล็กๆน้อยๆของสหภาพหรือสหกรณ์ทำไมจึงแก้ไม่ได้  กรรมการทุกท่านที่ได้รับการเลือกตั้งมานั้น มีหน้าที่ต้องบริหารพัฒนาสหกรณ์-สหภาพ ให้เจริญก้าวหน้ากฎระเบียบใดเก่าแก่ล้าสมัย ควรแก้ไขปรับปรุงให้เอื้อประโยชน์ให้เป็นธรรมต่อสมาชิกโดยถ้วนหน้า ไม่ใช่เป็นประโยชน์แต่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  ขอให้กรรมการ รวมทั้งที่ปรึกษาที่ตั้งพรรคพวกเข้ามากินโบนัส กินเบี้ยประชุมกันมากมาย ช่วยกันคิดช่วยกันพัฒนาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่แค่เข้าร่วมประชุมหรือเอาเวลาไปวิ่งตรวจที่จำนองรับทรัพย์จนไม่มีเวลามาคิดมาประชุม

         ขอให้กรรมการทุกท่านอย่าเห็นว่าผู้เกษียณเป็นเพียงคนแก่ ที่จะทำอะไร อย่างไรก็ได้  ถึงเวลาหาเสียงก็เอาใจกันคราวหนึ่ง  คิดจะแจกเงินเพื่อหาเสียง ก็แจกให้คนละพันเป็นเงินสวัสดิการผู้สูงอายุหรือจะเรียกอะไรก็ช่าง คิดจะยกเลิก ก็ยกเลิก  บางคนอ้างว่าสมาชิกทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน ขอถามหน่อยว่าสมาชิกคงสภาพมีสิทธิ์ในบางเรื่องเหมือนสมาชิกปกติหรือไม่ คำตอบง่ายๆแค่นี้กรรมการไม่มีปัญญาตอบ ต้องให้สมาชิก(ที่สักวันเขาหรือมันก็ต้องเกษียณเหมือนกัน)มาด่าผู้เกษียณว่าเป็นผู้เอาเปรียบสมาชิกคนอื่นเป็นต้น

          ทั้งนี้ โปรดอย่าลืมว่า ก่อนที่สหภาพ-สหกรณ์จะยิ่งใหญ่ยืนยงมั่นคงเป็นปึกแผ่นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้น้องๆสมาชิกปัจจุบันได้เสวยสุขกันอย่างสบายอยู่ทุกวันนี้ มันได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างไรบ้าง ไม่ใช่ไอ้สมาชิกแก่ๆในปัจจุบันนี้หรือ ที่ต้องไปนั่งตากแดดตากฝนกันในลานจอดรถวัดเลียบ กินๆนอนๆกันอยู่เป็นอาทิตย์ กว่าจะได้สวัสดิการตามข้อเรียกร้องมาแต่ละข้อ ด้วยการนำของพี่ไพศาล ธวัชชัยนันท์

          ท่านประธานสหภาพฯคนปัจจุบัน อาจจะเคยทันเข้าร่วมยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวมาแล้วก็ได้ 

          เมื่อถึงเวลาที่หมาแก่ หมดเขี้ยวเล็บหมดคุณค่า ก็จะปล่อยให้ตายข้างถนนหรือไง...อย่าลืมว่าสังคมไทยตั้งแต่อดีตมา ยังเป็นสังคมที่เคารพนับถือผู้อาวุโสอยู่  ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ผู้สูงอายุกำลังถูกทอดทิ้ง

        
         เมื่อคราวประชุมคณะกรรมการชมรมผู้เกษียณฯ ชสอฟ.ประจำเดือนกันยายนที่ผ่านมา ฝ่ายทะเบียนได้รายงานจำนวนสมาชิก ในตอนท้ายรายงานว่าสมาชิกลาออกสองคนคือ

         1. นายจินดา ทองสุข          เลขสมาชิก    01333
         2. นายสุรัตน์  ทองทับทิม     เลขสมาชิก   00190
                   (ขออภัยท่านทั้งสองที่เอ่ยนาม)

         ผมเห็นรายชื่อ โดยเฉพาะหมายเลขสมาชิกแล้วมันสะท้อนใจ  ผมไม่รู้จักทั้งสองท่านหรอกครับ  แต่สมาชิกหมายเลข 190 หมายเลข 1330 อย่างน้อยต้องเป็นรุ่นแรกๆที่ซื้อหุ้นกันคนละเล็กละน้อยเพื่อเป็นทุนก้อนแรกในการเริ่มต้นสหกรณ์ ก่อนที่จะเป็นสหกรณ์มีเงินเป็นหมื่นล้านในปัจจุบันให้ท่านใส่สูทโก้ๆ นั่งห้องแอร์บริหารกัน  ทำไมเมื่อสองท่านนี้ถึงวัยที่ไม่มีเขี้ยวเล็บ ผมเดาเอาว่าคงมีความจำเป็นต้องถอนหุ้นหรือถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก (ต้องขออภัยถ้าไม่ได้เป็นตามที่เข้าใจ-และนำมากล่าวในที่นี้)  ทำไมสหกรณ์จะดูแลผู้อาวุโสส่วนนี้ไว้ในที่พิเศษในที่ที่ให้ท่านได้มีความภูมิใจว่าเป็นสมาชิกผู้เริ่มก่อตั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ต้องอำลาสหกรณ์ไปด้วยความว้าเหว่ไร้ความหมายเช่นนี้  ทุกครั้งที่เข้าประชุมและได้รับทราบว่าสมาชิกรุ่นแรกๆต้องพ้นจากสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสหกรณ์แล้วก็เศร้าใจ  และก็คิดว่าสักวันหนึ่งคงมาถึงเราบ้าง เมื่อวันที่เงินก้อนสุดท้ายต้องถูกถอนออกมาจากสหกรณ์

          สหกรณ์เคยคิดที่จะเหลียวแลคนเหล่านี้บ้างไหม   เคยตอบแทนคุณคนที่เป็นสมาชิกรุ่นแรกๆ ถ้าไม่มีบุคคลเหล่านี้สหกรณ์ก็ไม่เกิด แม้สมัยเริ่มแรกผลประโยชน์ตอบแทนแทบจะไม่มี  เงินที่จะให้กู้ก็มีน้อย กู้ฉุกเฉินได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทเท่านั้น  แต่เราเชื่อผู้นำ เราเชื่อพี่ไพศาล ธวัชชัยนันท์ ที่รณณรงค์ให้พวกเราร่วมกันสร้างสถาบันที่จะเป็นองค์กรที่เป็นที่พึ่งของพวกเราในอนาคต       และทุกคนก็อดทนอยู่กันมาจนสหกรณ์เติมโตมาถึงทุกวันนี้  ผมยังคิดว่าในงานเลี้ยงเกษียณสมาชิกในแต่ละปี ควรจะไปเชิญสมาชิกที่อายุมากที่สุด หรือสมาชิกที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ มาร่วมงานหรือมาแสดงมุทิตาจิต มามอบของขวัญเล็กๆน้อยๆ ให้ท่านเหล่านั้นได้มีความสุข ได้ต่ออายุยืนยาวต่อไปอีก  ในเวลาปกติ กรรมการน่าจะมีเวลาไปเยี่ยมเยียนบุคคลเหล่านี้ มาทำข่าวลงในหนังสือสหกรณ์ ให้เพื่อนฝูงน้องนุ่งได้เห็นหน้าค่าตากันบ้าง  (ไม่ใช่มีแต่บทความโฆษณาตัวเอง)     ไม่เหมือนการแสดงท่าทีต่อฝ่ายบริหาร    ที่ดูจะเอาอกเอาใจเสียเต็มประดา ทั้งๆที่พวกนี้ไม่เคยช่วยเหลือสหกรณ์ มีแต่จะขัดขวางเสียด้วยซ้ำ  ไม่เคยมีส่วนร่วมในสหกรณ์  แต่เวลาจะเกษียณ กรรมการต้องแก้ไขกฎระเบียบยกเว้นผู้ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพให้เข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ได้  รีบไปเชิญมาเป็นสมาชิก  เพื่อเอาเงินมาฝากกินดอกเบี้ยสบายไป (ทียังงี้ ทำไมแก้กฎง่ายจัง) มันเป็นซะยังงี้แหละ  ท่านผู้ชม 

          เราเทอดทูนคุณกันผิดคนหรือเปล่า???

          ทั้งหมดนี้ไม่ใช่จะมาตำหนิกรรมการชุดใดชุดหนึ่งโดยเฉพาะ  แต่มันสะสมมาโดยไม่มีใครคิดแก้ไขเปลี่ยนแปลง  ผมเคยเสนอแนะกรรมการผู้ที่คุ้นเคยกันมาบ้างแล้ว แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนานก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงแก้ไขแต่อย่างไร  จึงต้องอาศัยพื้นที่ตรงนี้เป็นที่แสดงความคิดเห็นอีกครั้ง    และหวังว่ากรรมการชุดนี้ที่สามารถชนะคู่แข่งขันมาได้อย่างท่วมท้น  คงจะปฎิเสธไม่ได้ว่า คะแนนส่วนหนึ่งได้รับมาจากกลุ่มผู้เกษียณ  จึงหวังว่า คำมั่นสัญญาที่จะดูแลให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เกษียณ คงจะได้รับการปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในเร็ววันนี้ 

         ยังมีอีกหลายเรื่องที่เห็นว่าควรจะปรับปรุงแก้ไข  อาจจะค่อยๆสะท้อนออกมาที่บล็อกนี้ ใครจะอ่านหรือไม่ ไม่เป็นไร อย่างน้อยผมก็ได้แสดงความคิดของผมแล้ว  ถ้าหากจะเกิดประโยชน์ในการต่อยอดความคิดต่อผู้ใดผู้หนึ่งหรือผู้ที่จะอาสาเข้ามาบริหารสหกรณ์ฯรุ่นต่อๆไป  ถ้าจะนำแนวความคิดนี้ไปเป็นนโยบายหาเสียง ก็ยินดีครับ


          ข้อข้องใจอีกประการหนึ่ง ผมเคยถามกรรมท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม คือคุณไพบูลย์ ที่มีการอ้างว่ามีระเบียบว่าผู้ที่ขอเกษียณก่อนกำหนด (early retired) ไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการสหกรณ์ฯนั้นอ้างอิงมาจากกฎระเบียบข้อใด  แต่คุณไพบูลย์ก็ยังไม่มีเอกสารใดให้ดู(คุณไพบูลย์ยังไม่ได้ไปตรวจสอบอย่างเป็นทางการ) อันนี้ผมเห็นว่ามันเป็นระเบียบที่ขัดต่อสิทธิของบุคคล เพราะกฎหมายแรงงานก็ได้ยอมรับแล้วว่าสิทธิผลประโยชน์ต่างๆของผู้เกษียณก่อนกำหนดให้ถือว่ามีสิทธิ์เท่าผู้เกษียณทุกประการ  ไฉน สหกรณ์จึงมีกฎข้อนี้ 

         ผมไม่เคยคิดว่าจะสมัครเป็นกรรมการสหกรณ์ฯหรอกครับ แต่ถ้าไม่แก้ระเบียบข้อนี้เพื่อความเป็นธรรมในสิทธิของผู้เกษียณก่อนกำหนดผมจะลองยื่นใบสมัครดู ลองดูซิ ว่าใครจะเป็นคนสั่งไม่ให้รับใบสมัครของผม...จะได้มีการชี้ถูกชี้ผิดให้เป็นข้อยุติเสียที


          ดึกแล้วครับ ตีสองครึ่ง ง่วงนอน อาจหงุดหงิดไปบ้างต้องขออภัย  ได้ระบายออกมั่งจะได้ไม่ไปฆ่าตัวตาย ? (ยังไม่ขึ้น 70 เงินยังใช้ไม่หมด) ก่อนไปนอนขอฝากกรรมการน้องรักทั้งหลายว่า มีโอกาสจะแก้ไขอะไรก็รีบทำเสีย ทำเพื่อส่วนรวมไม่มีใครเขาว่าหรอกครับ อย่าทำเหมือนผู้บริหาร กฟน. บางคน เวลาอยู่ในอำนาจ "ไม่แก้" แต่พอเกษียณไปแล้วไม่มีอำนาจแล้ว เที่ยวไปแนะนำให้คนอื่น "แก้"  มันน่ามั๊ยละครับ

          วันนี้ผมทำตามนโยบาย "กรมสุขภาพจิต" ที่ให้ช่วยกันดูแลผู้สูงอายุให้ได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น มีพลังใจที่อยากมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขต่อไป ถึงแม้ประวัติผู้สูงอายุใน กฟน.อาจไม่เคยมีใครฆ่าตัวตาย แต่เราก็เติบโตมาจากองค์กรเดียวกันมิใช่หรือ  เราจึงไม่ควรละเลยทอดทิ้งผู้อาวุโส ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันสร้างองค์กรให้เติบโตมาจนทุกวันนี้....

          ท่านอดีตประธานสหกรณ์ฯก็เกษียณในปีนี้  ท่านประธานสหภาพฯก็จะเกษียณในอีกไม่กี่ปีนี้ข้างหน้า ไม่ช้าไม่เร็วท่านก็ต้องมาอยู่ในสังคมเดียวกันกับเรา  จึงหวังว่าท่านน่าจะหันมามองความทุกข์สุขของพวกเราบ้าง




ใครอยากอยู่ 100 ปีมั่ง
ตามสถิติแจ้งว่าผู้ฆ่าตัวตายมีสูงสุดแค่อายุ 84 ปี เกินกว่านี้ไม่มีสถิติ
แสดงว่าอายุเกินกว่านี้ คงจะไม่มีแรงพอที่จะลุกมาฆ่าตัวตายแล้ว นอนเฉยๆก็คงจะตายอยู่แล้ว



         ใครมีข้อข้องใจสงสัย หรือต้องการแสดงความคิดเห็นเชิญได้ที่ www.facebook.com/tang999
หรือที่ bhisdarl@gmail.com


         พรุ่งนี้ค่อยตรวจทาน  ขอนอนก่อนครับ 2.53  น.

******
ตรวจทาน-ปรับปรุงข้อเขียนใหม่ วันที่ 20 ก.ย. เวลา 9.18 น.
ขอบคุณท่านที่อ่าน


จำเขามา ขออภัย จำไม่ได้ว่าเอามาจากใคร
ว่าไว้ว่า

เวลามีน้อยนัก

รักใคร ก็ให้รีบบอก
เกลียดใคร ก็ไม่ต้องบอก

(ที่ผมบอกนี่ ก็เพราะรักนะ)



***************

นิทานอีสปจาก กิเลน ประลองเชิง


นิทานอีสปจาก กิเลน ประลองเชิง


          วันนี้ขออนุญาตนำบทความของคุณกิเลน ประลองเชิง จากหนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ" ฉบับวันอังคารที่ 13 กันยายน 2554 มาให้อ่านและคิดตามกันไป  หลายท่านคงอ่านมาจากหนังสือพิมพ์ที่บ้านที่ท่านรับประจำอยู่แล้ว  ถ้ามีเวลาเราลองมาอ่านกันอีกรอบ แล้วคิดตามกันไปดูอีกทีดีไหม..



           คุณกิเลนสรุปไว้ว่า

        ลูกแกะหรือแพะที่คิดสู้กับหมาป่าเป็นรายต่อไป   จดคำสอนจากนิทานเรื่องหมาป่ากับแพะเตือนใจไว้นะครับ เป็นความเขลาอย่างยิ่ง ที่ผู้ไร้กำลังจะขันสู้กับผู้มีฤทธิ์เดช

         ผมว่าที่คุณกิเลนสรุปไว้อย่างนั้น เป็นการสรุปตามเนื้อหาของนิทานที่เจตนาจะสอนให้รู้จักระมัดระวังตัว หรืออาจจะประชดประช้นเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเสียมากกว่า  ใจจริงๆคุณกิเลนคงไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกครับ

         คุณกิเลนเป็นนักหนังสือพิมพ์เก่า ซึ่งผ่านนักการเมืองนักเผด็จการมาหลายยุค หลายสมัย ถ้าคุณกิเลนคิดเหมือนที่สรุป คือไม่สู้ ในวันนี้คงไม่มีนามปากกา "กิเลน ประลองเชิง" มาให้เราได้อ่านกันหรอก

          สุภาษิตบางบท หรือนิทานหลายเรื่อง โดยเฉพาะทางเอเซีย มักจะสอนให้คนรักสงบ ยอมแพ้ ยอมจำนนต่อโชคชะตา ไม่ต่อสู้  เมื่อเป็นดังนี้ เมื่อมีผู้ปกครองอย่างไรก็มักจะยอมรับ เห็นว่าคนที่มาเป็นใหญ่เป็นโตนั้นมีบุญบารมี คนมีเงินล้านมาโอบไหล่หน่อย ก็ชื่นชมชื่นชอบเทิดทูนเสียเต็มประดา  เห็นว่าชาติก่อนเขาทำบุญไว้เยอะ ชาตินี้เขาจึงมากินบุญเก่า  ดังนั้นชาตินี้เราต้องยอมรับสภาพรับกรรมไป  พยายามทำบุญเยอะๆ ชาติหน้าจะได้เป็นอย่างเขาบ้าง (ไอ้พวกหลอกลวงต้มตุ๋นให้คนทำบุญจึงมีมากจนจับกันไม่ไหว)

          อย่าลืมว่าคนไม่ใช่แกะหรือแพะที่ไม่มีเขี้ยวเล็บ  ยอมให้หมาป่าจับกินได้ง่ายๆ  คนยังมีสมอง และมีศักดิ์ศรีที่จะต้องดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างพากภูมิใจ  คนจึง "ต้องสู้" จะสู้ได้-ไม่ได้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

          บางคนชอบพูดว่า "ศักดิ์ศรี" คืออะไร  ศักดิ์ศรีอยู่ที่ไหน  ศักดิ์ศรีกินได้หรือเปล่า  ผมว่าคนที่พูดหรือคิดเช่นนี้ ไม่ใช่คน น่าจะเป็นแพะ  เป็นแกะเสียมากกว่า เพราะคนพวกนี้จะยอมสยบอยู่กับแทบเท้าเจ้านายที่จะคอยอุปถัมภ์ค้ำชูให้มันอยู่ดีมีสุขได้ตลอดไป

          ในกรณีของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี  และนายถวิล เปลี่ยนศรี ทั้งสองท่านต้องตกเป็นแพะเป็นแกะเช่นในนิทานอีสป  แต่บังเอิญท่านเป็นมนุษย์ เป็นคน ท่านมีสมอง สมองของทั้งสองท่านคงแตกต่างกัน  ท่านจึงมีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน  ใครจะถูกจะผิด ใครสู้ใครสยบ "ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน" (ขออนุญาตยืมคำพูดของท่านนายกฯหญิงมาใช้หน่อย)

          ดังนั้นจึงอยากขอฝากเตือนผู้บริหารตามหน่วยงานทั้งหลายไว้ว่า  จะทำอะไรก็ตามที่ท่านถือว่าท่านมีอำนาจ  ท่านจะทำอย่างไรก็ได้  อย่าลืมว่าคนไม่ใช่แกะไม่ใช่แพะที่จะยอมให้ท่านกัดกินอยู่ฝ่ายเดียว  เพราะขณะนี้การกระทำของนักการเมืองชั่วๆ(ไม่ว่าใครก็ทำ ทำมากทำน้อยต่างกันบ้าง)  ได้รุกลามแพร่เชื้อเข้าไปเป็นเยี่ยงอย่างหรือที่กำลังนิยมคือ "โมเดล"ที่เลว ในหน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจทั้งหลาย การบริหารงานตามหลัก "ธรรมมาภิบาล" มีอยู่แต่ในห้องสัมมนา อยู่ในแผ่นป้ายใว้ติดโชว์สวยๆเท่านั้น  แต่ในความเป็นจริงแล้วมีแต่ระบบ "พรรคพวกภิบาล"

          การใช้ระบบ "พรรคพวกภิบาล" นั้น  แน่นอนว่า ท่านและพรรคพวกได้รับผลประโยชน์  แต่ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับส่วนรวมและองค์กร

          อย่าลืมว่ามีคนอย่าง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีได้ ก็มีคนอย่าง ถวิล เปลี่ยนศรี ได้เหมือนกัน

          จะตาย ไม่ตาย ก็ลองดูสักตั้ง...
          คนนะ...ไม่ใช่แพะ....
          ขอเป็นกำลังใจให้ นายถวิล เปลี่ยนศรี จงประสบความสำเร็จในการต่อสู้....





***********

คุยกันฉันเพื่อน จากประธานชมรม ชสอฟ.

          ***********


          วันนี้ท่านประธานชมรมสมาชิกผู้เกษียณอายุสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ(ชสอฟ.) มาเปิดใจพูดคุยกับเพื่อนสมาชิก โดยฝากสารผ่านมาที่ blog "ชุมชนคนเกษียณ"
          "ชุมชนคนเกษียณ" มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ได้รับความไว้วางใจในการเผยแพร่ข่าวสารนี้  เชิญท่านผู้สนใจติดตามอ่านได้เลยครับ

************





สารจากประธานชมรมฯ

          สวัสดีครับท่านสมาชิกฯ  ผมต้องขออภัยที่มาพบกับท่านช้าไปหน่อย  แต่ก็ยังดีที่ได้มาพบกัน คงไม่ว่าอะไรนะครับ

          ก่อนอื่น ผมต้องขอเรียนให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้ทราบว่า ขมรมฯของเราก่อตั้งขึ้นมาก็เพื่อสมาชิกฯ และสมาชิกก็มาจากผู้เกษียณ ไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้  เว้นเสียแต่บางท่านที่มีธุรกิจส่วนตัว ก็นับว่าเป็นบุญกุศลไป ไม่เดือดร้อน  สำหรับบางท่านที่มีแต่เงินก้อนสุดท้ายที่ได้มาตอนเกษียณ ก็ต้องคอยทนุถนอมดูแลอย่างใกล้ชิด  จะใช้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ ก็ต้องระมัดระวัง เพราะมันไม่มีเพิ่ม มีแต่ลด  ถ้าตายก่อนเงินหมด ก็ไม่เป็นไร  ถ้าเงินหมดก่อนตายนี่ซิ มันเดือดร้อนแน่  บางท่านที่มีลูกหลานดูแลก็ยังพอไหว  แต่ถ้าไม่มีใครดูแล เห็นทีจะลำบาก  จะพึ่งวัดก็กระดากอาย  เพราะเวลามีเงินมีทองก็ไม่ค่อยได้ไปทำบุญ  พอเงินหมดจะไปพึ่งวัดก็อายพระท่าน   คิดแล้วมันปวดหัว  ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี จะตายก็ยังเสียดายสิ่งสวยๆงามๆอยู่

         เพราะเหตุนี้แหละครับ จึงเป็นที่มาของการตั้งชมรมฯขึ้น เพื่อดูแลเงินก้อนสุดท้ายของท่านที่ฝากไว้ในสหกรณ์ฯของเรา  เพื่อไม่ให้สูญหายไปในทางที่ไม่ดี  ไม่ใช่ไม่ไว้ใจกรรมการหรอกนะครับ  เดี๋ยวท่านกรรมการจะน้อยใจมาต่อว่าผม  แต่ก็อีกนั่นแหละครับ คนเราไม่ใช่ว่าดีเสมอไป หรือว่าเลวเสมอไป ก็ควรทำใจเอาไว้บ้าง

         ทางชมรมฯและคณะกรรมการทุกคน ก็ได้ตั้งใจไว้เสมอว่า จะคอยดูแลเงินก้อนสุดท้ายของท่านให้ดีที่สุด ให้อยู่เต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกบาททุกสตางค์ จะต้องอยู่ครบ ไม่สูญหาย

          ดังนั้น ทางชมรมฯจึงได้ปรึกษากับกลุ่มต่างๆที่เราไว้เนื้อเชื่อใจ  อันได้แก่กลุ่มปฎิรูปสหกรณ์ ขอส่งคนของชมรมฯลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารสหกรณ์ในนามของกลุ่มด้วย  คราวนี้ก็ได้ส่งคุณบุญเลิศ เด่นดี ลงไปสู้ และก็ได้รับความไว้วางใจจากท่านสมาชิกให้เข้าไปบริหารงานของสหกรณ์ฯ

          ไม่รู้ว่าจะสู้ไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเดินเหิรไม่ค่อยทะมัดทะแมง  แต่ก็ขอให้ท่านสมาชิกฯเอาใจช่วยกันหน่อยนะครับ

           ในสมัยหน้า ก็ได้ปรึกษากันว่า จะส่งลงอีกครั้ง จะเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังไม่รู้ เพราะยังไม่มีอะไรชัดเจน  แต่ขอให้ท่านสมาชิกคอยติดตามข่าวสารของทางชมรมฯก็แล้วกัน  ถ้ากรรมการมีมติส่งใครลงไปสมัครกลุ่มใด ก็ขอให้ท่านช่วยลงคะแนนให้ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

          ทางชมรมฯขอเรียนให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ทราบว่า ชมรมฯมีจิตใจแน่วแน่ ที่จะผนึกกำลังของมวลสมาชิกฯ เพื่อจะปกป้องดูแลรักษาสมบัติชิ้นสุดท้ายของทุกท่านไว้เป็นอย่างดีนะครับ....

                                                    สวัสดีและขอบคุณทุกท่าน
                                                          
                                                             วิเชียร ปั้นศร๊
                                                    ประธานชมรมฯ (ชสอฟ.)






************


          ท่านผู้ใด ไม่ว่าจะเกษียณหรือไม่เกษียณ หากต้องการฝากประชาสัมพันธ์ข่าวสารใดๆใน blog นี้โปรดแจ้งมาได้พร้อมรายละเอียดข้อมูลให้ครบถ้วน ทาง blog ยินดีเป็นสื่อกลางให้ แต่ที่บางท่านแจ้งว่าที่นั่น-ที่นี่มีกิจกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ Bloger ไปทำข่าวหรือหารายละเอียดเอาเองนั้น  ทาง Bloger ขอเรียนว่าเราไม่สามารถทำได้ เนื่องจากต้องมีเวลาและค่าใช้จ่าย ที่เราไม่มีรายได้จากอะไร การออกจากบ้านแต่ละครั้งก็ต้องมีค่าใช้จ่าย อีกทั้งสภาพของวัยก็ไม่ค่อยอำนวย  จริงอยู่การทำประชาสัมพันธ์จะต้องกว้างขวาง จะต้องรู้ความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ แต่ด้วยเหตุที่เกษียณแล้วสถานภาพทางสังคมเราก็เปลี่ยนไป ตำแหน่งแห่งที่เราก็ไม่มีแล้ว  โอกาสที่เราจะเข้าร่วมสังคมต่างๆก็น้อยลง  หากไม่มีใครเชิญใครชวนเราก็คงไม่ได้ไป หรือแม้ว่าจะมีใครมาเชิญมาชวน หากเป็นเวลาค่ำคืนดึกดื่นหรืออยู่ห่างไกล เราก็ไปไม่ไหวอยู่ดี(ไม่เเหมือนสมัยหนุ่มๆ)   จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะไปงานนั้นงานนี้หรือเข้าร่วมรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ   เพื่อนำมาเสนอหรือวิพากษ์วิจารณ์ให้พวกเราทราบกัน ก็ถือว่าเป็นการ "ตกข่าว" นั้นๆไปก็แล้วกัน

          ดังนั้น Blog นี้คงเน้นถึงการแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้อ่านบ้าง เท่าที่กำลังความสามารถของสมองเหี่ยวๆจะมี  และที่เขียนๆไปก็ไม่ทราบว่ามีข้อบกพร่องติติง ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไรหรือไม่ เนื่องจากเราไม่สามารถตรวจสอบ feed back ได้ ก็คงทำไปเท่าที่ผู้เกษียณคนหนึ่งจะทำได้นะครับ  หากจะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือแก่ผู้ใดแม้แต่เพียงเล็กน้อย ผู้เขียนก็ภูมิใจแล้ว

          ทำเท่าที่ทำได้ก็แล้วกันนะครับ....

          อีกประการหนึ่ง ก็คืออยากจะเชิญผู้เกษียณให้มาเปิด Facebook ไว้คุยกันหลังเกษียณ ไม่ใช่ให้มาคุยกับผมนะครับ(แต่ถ้าจะคุย ก็ยินดี) เอาไว้คุยกับเพื่อนๆของท่าน ห้าคนสิบคนก็ยังดี   มีเพื่อนๆ ให้ชวนกันเปิด  หากทำไม่เป็น ให้ถามน้องๆในที่ทำงานหรือลูกที่บ้านช่วยทำให้ ไม่ยากหรอกครับ แป็บเดียวเสร็จ(อย่าคิดเป็นอย่างอื่น นี่เร็วกว่าเยอะ)  ระหว่างนี้ยังเหลือเวลาอีกหลายวัน รีบๆทำเสีย แล้วจะได้ไม่เหงา ทั้งยังสามารถติดตามข่าวสารทั้งของสหกรณ์ฯและสหภาพฯ ข้องใจอะไร เข้าไปที่ facebook ของประธานสหกรณ์ฯหรือประธานสหภาพฯ ถามได้ทันที  ถ้าไม่ตอบ ท่านจะทำอย่างไรก็เรื่องของท่าน  ตามสบายเลย.....

ขอให้โชคดีทุกท่าน
สวัสดีครับ....




*************

โรคภัยวัยเกษียณ

โรคภัยวัยเกษียณ





         "ไม่เห็นโลงศพ  ไม่หลั่งน้ำตา"

       ข้างบนนี้ คือสำนวนในนวนิยายจีนกำลังภายใน ที่เราคงจะคุ้นๆกันดี  คงจะมีความหมายว่า  ยังไม่เห็นความทุกข์ยาก ความลำบาก ปัญหาอุปสรรคอยู่ข้างหน้าแล้วละก็ ยังไม่รู้จักทุกข์ร้อน ไม่เตรียมตัวป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น  เมื่อเจอปัญหาเข้านั่นแหละ ก็เตรียมตัวไม่ทันแล้ว  ปัญหาและอุปสรรคต่างๆนั้นก็เปรียบเสมือน "โลงศพ" ซึ่งเป็นตัวแทนของ "ความตาย" คือความตาย ความสูญเสีย  เมื่อถึงเวลานั้นก็ได้แต่นั่ง "หลั่งน้ำตา" แก้ปัญหาอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่ได้เตรียมตัวไว้ นั่นแล

         หลังจากที่เราเติบโต ร่ำเรียนหนังสือหนังหากันมาประมาณ 20 ปี หรือกว่านั้นเล็กน้อย  เราก็เริ่มทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว สร้างเนื้อสร้างตัวกันมา ใช้เวลาอีกราว 40 ปี  เมื่อมาถึงวันหนึ่งที่เราจะต้องหยุดทำงาน หรือเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี  อายุเฉลี่ยชายไทยก็ประมาณ 70 กว่าปี ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 5 ปี (พระเจ้าคงสงสารผู้หญิงที่ต้องทนทุกข์ทรมานมากับผู้ชายตลอดชีวิต  เลยกำหนดให้ผู้ชายต้องตายก่อนซะ 5 ปี เพื่อผู้หญิงจะได้มีโอกาสได้พักผ่อนมีความสุขกับชีวิตที่เหลือบ้าง ใน 5 ปีสุดท้ายโดยไม่มีผู้ชายมารบกวน) และว่ากันว่า สามี-ภรรยากัน  ถ้าผู้หญิงตายก่อน ผู้ชายจะตายเร็ว(เพราะไม่มีคนปรนนิบัติ)แต่ถ้าผู้ชายตายก่อน ผู้หญิงจะมีอายุยืนยาวไปอีกนานเลยทีเดียว (อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องมาปรนนิบัติสามีให้เหนื่อย) แต่มีผู้ชายบางคนเถียงว่า ไม่จริงหรอก ใครว่าผู้หญิงตายก่อนแล้วผู้ชายจะอายุสั้น "กรู นี่รอเมียกรูอยู่ ถ้าไปเมื่อไหร่ละก็ มรึงเอ๋ย กรูจะเที่ยวให้มันเลย" แต่ผมว่า มันก็ต้องตายเร็วอยู่ดีนั่นแหละ เพราะมันดีใจมากไป เที่ยวมากไปอยู่ดีนั่นแหละ

          เมื่อแบ่งเวลาแล้วคงได้ว่า เราเติบโต เรียนหนังสือหาความรู้เสียหนึ่งส่วน  ใช้เวลาในการทำงาน มีครอบครัวเสียสองส่วน

         ส่วนที่สี่ คือส่วนสุดท้ายที่เราจะใช้ชีวิตในบั้นปลาย หลังเกษียณนี่แหละ  ส่วนนี้หละ ที่ใครเตรียมตัวมาดี  ก็ไม่ต้องมานั่ง "หลั่งน้ำตา" ในยามที่ร่างกายก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรง  เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆก็ถดถอยไปทุกวันๆ

         เรื่องการเตรียมเงินเตรียมทองไว้ใช้ในยามชราก็ได้เขียนไว้ในคราวที่แล้ว  ครั้งนี้อยากจะพูดถึงเรื่องสุขภาพบ้าง

         เมื่อยามเป็นหนุ่มเป็นสาว ทำอะไรก็ดูกระฉับกระเฉงไปหมด  ป่วยไข้เป็นหวัดเป็นไข้ กินยาสองเม็ดก็หาย  อดหลับอดนอนอย่างไรก็ไม่ป่วยไม่ไข้

          แต่มาถึงตอนนี้  สารพัดโรคมันนัดกันมาร่วมประชุมชุมนุมรุมกันเล่นงานเรา  เหมือนว่าเราเป็นอาหารชั้นดีของมัน มันเลยมารุมกินโต๊ะเรากันใหญ่
         
         โรคความดัน...โรคนี้ดูเหมือนจะเป็นโรคมาตรฐานตามเช็คลิสต์ของไอโซ่  พบปะเจอกันที่ ร.พ.สามเสน ก็บอกมารับยาความดัน

         โรคหัวใจ...โรคเบาหวาน...ตามมาติดๆ เพราะเขาว่าเจ้า 3 โรคนี่มันเป็นเพื่อนซี้กัน ไปไหนมักจะไปด้วยกันเป็นชุด 

         ต่อมาก็ ทางเดินปัสสาวะ เป็นได้ทั้งหญิงและชาย  สำหรับผู้ชายก็รู้กันในชื่อ "ต่อมลูกหมาก" ซึ่งว่ากันว่าผู้ชายอายุ 40 กว่าขึ้นไปควรตรวจดูได้แล้ว ตามตำราเค้าว่าไว้อย่างงั้น

         "ลูกหมากโต" (ที่อื่นกลับหด เสือ..ไปโตที่ลูกหมาก) นั้น เขาว่าทุกคนจะต้องเป็น แต่มันจะอันตรายแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน  มีผู้(อวด)รู้  แนะนำว่า ถ้าไม่อยากเป็นต่อมลูกหมากโต ต้องขยันทำ "การบ้าน" เข้าไว้  ซึ่งตรงกับที่ผู้เขียนได้อ่านมาจากหนังสือพิมพ์ว่า หมอที่อังกฤษวิจัยพบว่าการมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ จะช่วยชลอการเป็นโรคต่อมลูกหมากโตได้  ผู้เขียนก็อยากจะทำอย่างงั้นเหมือนกัน แต่ก็จนใจ เนื่องจากแม่บ้านเค้าไม่เห็นด้วยกับงานวิจัยชิ้นนี้ แล้วผู้หญิงวัยนี้ก็มักจะเบื่อกับเรื่องแบบนี้แล้ว  พูดถึงตอนนี้ก็มีผู้ชายบางคนตะโกนมาว่า "กรูก็เบื่อเหมือนกัน แต่ว่าเบื่อเมียนะ ไม่ใช่เบื่อเรื่องอย่างว่า" ใครมีทางออกอย่างไร บอกกันบ้างก็ได้นะครับ(ผมมันไม่ค่อยรู้เรื่องพรรค์นี้)

           นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็มีพวกโรคข้อ โรคกระดูก โรคปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง  จะขยับเขยื้อนอะไร มันปวดไปหมด ไม่ว่าจะปวดเอว ปวดคอ ปวดแขน ปวดหัวเข่า ปวดหัวไหล่ ยังดีที่เหลืออยู่หัวนึงที่ยังไม่ปวด

          แถมๆมาอีก ก็โรคตา ที่ทำให้ตาฝ้าตาฟาง(มองคนสวยๆได้ไม่ชัดเจน) เป็นอุปสรรคนในการมองเห็น อาจทำให้เกิดอุบัติเหตูได้ เนื่องจากไปจ้องมองอะไรนานๆโดยไม่ทันเห็น ผบ.ทบ. กำลังแอบมองอยู่

         โรคฟันผุ ฟันหัก ก็เป็นโรคที่ผู้สูงอายุจะต้องประสบ  โรคนี้จะมีผลต่อการรับประทานอาหาร ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

         โรคต่างๆที่กล่าวมานี้ ถือเป็นโรคพื้นฐาน ที่ผู้เขียนไม่ได้ไปวิเคราะห์วิจัยที่ไหนหรอกครับ ที่รู้ๆมาก็เนื่องจากพูดคุยกับท่านที่มานั่งรอหมอด้วยกันน่ะครับ  สำหรับโรคอย่างอื่นที่สลับซับซ้อนหรือโรคที่รุนแรงเช่น โรคมะเร็ง ก็คงไม่มีกระจิตกระใจที่จะมาคุยกันเล่นๆหละครับ

          ถ้าบังเอิญมีน้องๆที่ยังเยาว์วัยอยู่ได้มาอ่านบทความนี้ ก็อยากจะเตือนให้ระมัดระวังสุขภาพไว้ให้ดีๆ  ร่างกายเรามันมีอายุการใช้งานได้ระดับหนึ่ง ถ้าเราใช้มันหนักไปตอนหนุ่มสาว มันก็จะไปเอาคืนตอนแก่  ที่แนะนำอย่างนี้ เพราะผู้เขียนมีประสบการณ์ด้วยตนเอง  คือเมื่อหนุ่มๆก็ไม่ค่อยดูแลสุขภาพนัก ใช้มันอย่างเต็มที่ พออายุมากขึ้นมันก็เสื่อมโทรมเร็วกว่าคนที่อยู่ในวัยเดียวกันที่เขารู้จักดูแลสุขภาพ นี่แหละครับเข้ากับสำนวนที่ว่า "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" มาถึงเวลานี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

         ถึงเวลานี้ปฎิทินที่บ้านก็เต็มไปด้วยตารางการนัดหมายของหมอแต่ละโรคเต็มพรืดไปหมด  วันไหนเป็นวันที่มาตรวจที่ ร.พ. ไฟฟ้าสามเสน ก็ดูจะสบายหน่อย ได้มาพบคนรู้จัก ได้ทักทายกัน แถมวันพุธ(วันต่อมลูกหมาก)ยังมีเพลงให้ฟังอีก เป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคย ก็สบายใจดี

         แต่ถ้าวันไหนที่จะต้องไปตรวจรักษาที่ ร.พ.ของรัฐ เนื่องจาก สามเสนไม่มีหมอเฉพาะโรคนั้นๆแล้วละก็  วันนั้นจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้า กว่าจะได้ตรวจ กว่าจะรับยาได้ ก็มักจะบ่ายแก่ๆ หรือไม่ก็ถึงเย็นนั่นหละจึงจะได้กลับบ้าน  วันทั้งวันต้องแกร่วอยู่ที่โรงพยาบาล บางทีเก้าอี้ที่จะนั่งพักยังหายากเลย  คิดดูผู้สูงอายุจะต้องทนทุกข์ขนาดไหน

        ขณะนี้ สหภาพฯของพนักงาน กฟน.กำลังเรียกร้องสวัสดิการกันอยู่ ก็อยากจะฝาก "ขอเน้น" เรื่องขอให้มีหมอเฉพาะโรคเฉพาะทางมาประจำให้ครบโรคด้วย โดยเฉพาะโรคที่เป็นกันเป็นจำนวนมาก  อยากจะให้เป็นดังเช่นสมัยที่ ร.พ. สามเสน เจริญรุ่งเรืองจนเป็นที่ยอมรับของข้าราชการ ประชาชนภายนอกเข้ามาใช้บริการกันอย่างคับคั่ง

         ร.พ.กฟน.สามเสน ปัจจุบันก็มีอาคาร เครื่องไม้เครื่องมือเดิมที่เคยมีก็คงจะปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมกันไป  หากมีการรื้อฟื้นขึ้นมา ก็จะเป็นการใช้ประโยชน์อาคารให้คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์  และยังถือเป็นการช่วยเหลือสังคมอีกด้านหนึ่งด้วย คือการช่วยแบ่งเบาภาระทางภาครัฐ  ซึ่งขณะนี้ ร.พ.ของรัฐแออัดยัดเยียดจนไม่มีที่จะยืน  แต่ ร.พ.ของ กฟน. ปล่อยให้ว่างเปล่าเกือบจะเป็น ร.พ.ร้างเข้าไปทุกที

          กฟน.ใช้เงินในการประชาสัมพันธ์องค์กรปีละเป็นร้อยๆล้าน เพื่อให้ได้รับประกาศเกียรติคุณ เกียรติบัตร ฯลฯ ผู้ว่าได้มีหน้ามีตาปรากฎในสังคม  ผู้เขียนว่าถ้า กฟน.นำเงินดังกล่าวมาพัฒนาปรับปรุง ร.พ.ของ กฟน. แล้วประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปมาใช้บริการ  ผมว่าน่าจะได้บุญได้กุศลยิ่งกว่าไปจัดงานอีเว้น(หรืออีเวน)ที่ต้องไปเกณฑ์คนมาร่วมงานกว่าเป็นไหนๆ

          ก็เป็นความเห็น และความหวังของคนแก่ๆคนนึง  ก็อย่างว่าละครับ  ผู้บริหารแต่ละท่าน ท่านมีอำนาจ  มีวิชาความรู้  มีเงินมีทอง  เกษียณไปแล้วก็ยังมีคนจ้างไปเป็นที่ปรึกษา(ไว้ให้สั่งคนในไฟฟ้าไปบริการได้)  ท่านคงไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว  ไม่เหมือนอย่างพวกเราๆขณะนี้

         สุดท้าย....ขอต้อนรับผู้เกษียณใหม่ด้วยความยินดีครับ  และหวังว่าคงไม่มีใครเป็นโรคภัยไข้เจ็บตามโรคที่ผมกล่าวมาแล้วนะครับ  อย่าลืมว่าถึงแม้จะไม่ร่ำรวย แต่ถ้าไม่เจ็บไม่ป่วยก็ถือเป็น "ลาภอันประเสริฐ" แล้ว คงไม่มีใครต้องมานั่ง "หลั่งน้ำตา" เพราะเพิ่งจะมา "เห็นโรงศพ" ขอให้ทุกท่านจงมีความสุขกับชีวิตใหม่นะครับ  และขอจบด้วยคำพระที่ว่า

        "อโรคยา ปรมาลาภา"  "ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"
    
         แต่ถ้า ร.พ. กฟน. มีหมอครบ ก็ยิ่งประเสริฐขึ้นไปใหญ่...
         สวัสดีครับ  ขอให้โชคดีทุกท่าน....



***********

ท่านสามารติดต่อพูดคุยกันได้ที่
หรือ

"คนรุ่นใหม่"

ยินดีต้อนรับ "คนรุ่นใหม่"


สถานที่สำหรับพักผ่อน-ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ


         ครับ..."คนรุ่นใหม่" ที่ว่านี่ ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็พวกเราทั้งนั้นแหละ  ทราบว่าปีนี้มีตั้งสามร้อยกว่าคน  ที่ว่าคนรุ่นใหม่ ก็คือคนที่เกษียณมาใหม่ๆ มาเป็นรุ่นใหม่สำหรับพวกเราไงล่ะ สำหรับพวกเราที่เป็นรุ่นเก่า ก็จะเก่าไปเรื่อยๆ และจะค่อยๆสลายกันไปทีละคนสองคน ตามกาลเวลา  แต่ดูน่าจะยังมีกำไรอยู่ เพราะจากสถิติของ ฌาปณกิจสงเคราะห์ฯ เราเสียไปประมาณสองร้อยกว่าคนต่อปี แต่ได้มาสามร้อยกว่า นี่คงเป็นแนวโน้มหนึ่งที่ต่อไปประเทศไทย(และทั้งโลก) จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

        เป็นธรรมเนียมที่เราจะกล่าวคำต้อนรับสำหรับผู้มาใหม่
        ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ที่ท่านๆจะได้พักผ่อนกันเสียที ถึงแม้บางท่านยังไม่อยากจะพักก็ตามที (ยังเสียดายเงินเดือนอยู่)

        แต่นี้ต่อไปท่านจะต้องก้าวเข้ามาสู่วิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะด้านการเงิน  ท่านที่เตรียมตัวมาดี ก็จะมีชัยไปกว่าครึ่ง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของอนาคตและโชคชะตา ความผันแปรของสภาพแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้

          ตอนผมเกษียณ(ก่อนกำหนด)ราวปี 48 น้ำมันเบนซิล 91 ลิตรละ 20 กว่าบาทต้นๆ มาปีนี้ ลิตรละ 40 กว่าบาท เปลี่ยนมาใช้แก๊สโซฮอล 95 ก็ตกลิตรละเกือบ 40 แล้ว ในเวลา 5-6 ปี ผมต้องใช้เงินในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว  เงินที่เรามีเท่านี้ในว้นนี้ อีก 5ปี 10ปีข้างหน้า มันจะเหลือเท่าไหร่

         เรื่องค่าของเงิน....
         ตอนเราทำงาน เรากังวลก้นว่าค่าของคน อยู่ที่คนของใคร...
         แต่ต่อไปนี้ "ค่าของเงิน" จะมีความสำคัญกับผู้เกษียณเป็นอย่างมาก  ค่าของเงินจะอ่อนค่าลงเท่าไหร่ ดูได้จากอัตราเงินเฟื้อ เช่นถ้าอัตราเงินเฟื้อ 3.5 เปอร์เซ็นต์ คิดง่ายๆถ้าเรามีเงิน 100 บาท ก็จะเหลือ 96.50 บาท ปีต่อๆไป เงินมันเฟื้ออีกเท่าไหร่ เงินในกระเป๋าเราก็ลดลงไปเรื่อยๆ ใครว่างๆ ลองคิดดูก็ได้ เงิน 100 บาท ในเวลา 10 ปี จะเหลือเท่าไหร่

         อัตราเงินเฟื้อมันเป็นภาพรวมทางทฤษฎี แต่อาหารการกินจริงๆมันขึ้นกันสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์ก็มี

         ถ้าเราไม่ได้เก็บเงินไว้กับตัว แต่นำไปซื้อหุ้นสหกรณ์ฯ รู้สึกว่าจะจำกัดไว้ที่สองล้านบาท เงินปันผลประมาณ 5 % (กลมๆ) ถ้าเงินเฟื้อ 3.5 % ท่านก็ยังมีกำไร 1.5 %  เงินที่เหลือ เหลือเท่าไหร่..ท่านก็จะแบ่งไปฝากในบัญชีที่มีระยะเวลาแตกต่างกันไป ถ้าฝาก 2 ปี 3 ปี ขึ้นไป ดอกเบี้ยก็จะสูงกว่าอัตราเงินเฟื้อหน่อย แต่ถ้าเงินเราเหลือน้อย เราก็ต้องฝากระยะสั้นๆ เพื่อ "สภาพคล่อง" คำว่าสภาพคล่องก็หมายความว่า หากมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้เงิน เราสามารถไปเบิกมาใช้ได้ทันที  คนที่ออมไว้เยอะ หรือผู้ที่สมทบไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้เยอะก็จะเบาใจได้หน่อย ส่วนคนที่เบี้ยน้อยหอยน้อย(หอยใหญ่ไม่เกี่ยวนะครับ) ก็ต้องบริหารส่วนนี้ให้ดีหน่อย  เงินแสน-เงินล้าน เดี๋ยวนี้มันจิ๊บจ๊อย ใช้เพลินๆ ไม่กี่วันหมด ยิ่งถ้าทิปนักร้อง คืนเดียวก็หมด

          สมัยก่อนจะมีโฆษณาหนังของ "ดอกดิน" ว่า "ล้านแล้วจ้า ..ล้านแล้วจ้า..." เมื่อหนังสามารถเก็บเงินคนดูได้ถึงล้านบาท...คนไหนรวยหน่อย เราก็เรียก "เศรษฐีเงินล้าน"  ดูว่าเงินล้านมันมากมายเสียเหลือเกิน  เราก็คิดว่าในชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสจับเงินล้านกับเขาหรอก  เดี๋ยวนี้เป็นยังไง  ไม่น่าเชื่อว่ามีคนที่มีเงินเป็นหมื่นๆล้าน โอว์ มันเอามาจากไหนกันวะ ของเราทำงานตั้งแต่หนุ่มยันเกษียณ ได้มาไม่กี่ล้านเอง ยังไม่รู้จะอยู่ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า

          ดังนั้น จงอย่าเผลอ เงินล้าน ปัจจุบันนี้ใช้แป๊บเดียวหมดนะครับ ลูกหลานจะขอ จะหยิบยืม หรือจะลงทุนอะไร ต้องคิดให้ดีนะครับ หมดแล้ว หมดเลย...

         ตั้งแต่ผม "เออรี่" ออกมา ก็นำเงินทีได้มาจากกองทุนฯออกมา หลังจากเคลียร์หนี้กับสหกรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ซื้อหุ้นตามที่สหกรณ์กำหนด ที่เหลือก็ฝากไว้เพื่อถอนกินเป็นรายเดือนไป

        ตั้งแต่มีโอกาสได้มีเงินฝากกับเขาบ้าง (ในชีวิตการทำงานไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก มีแต่กู้) ก็ตกอยู่ในยุค "ประชานิยม" หลังการเลือกตั้งทีไรก็จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อเอาใจ "ฐานเสียง" มาทุกครั้ง  ในแต่ละครั้งผู้ฝากเงินก็ได้แต่ "ตาปริบๆ" ไม่มีปากมีเสียง จนกระทั่งดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดดินต่ำกว่าอัตราเงินเฟื้อ

          หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ ระดมเงินฝาก จนให้ผลประโยชน์ตอบแทนขึ้นมาใกล้เคียงกับสหกรณ์ หรือบางเงื่อนไขสูงกว่าสหกรณ์ฯ สหกรณ์จึงมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 25 สตางค์ ก็มีผู้นำไปเป็นประเด็นทางการเมือง (แฝงด้วยการมุ้งอีกต่างหาก) โจมตีกรรมการ  นี่คือปัจจัยภายนอกที่ผู้เกษียณจะต้องประสบพบเจอ ทำให้การบริหารสหกรณ์ฯถูกบิดเบนไปจากหลักการ ก็ต้องขอชมกรรมการชุดนี้ที่กล้าหาญ กล้ากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง

         ธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นตัวควบคุมเงินเฟื้อ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อป้องกันคนนำเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทำให้เงินเฟื้อ กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินออม เพื่อให้คนออมเงิน ไม่ไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทำให้เงินเฟื้ออีกนั่นแหละ  แต่สหกรณ์ฯที่ผ่านมาใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง จนทำให้สมาชิกบางส่วนเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัว และก็มีผลกระทบที่จะทำให้เกิดหนี้สูญเพิ่มขึ้นในอนาคต

         ถ้าเราฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟื้อ นั่นคือเรา "ขาดทุน" คนก็จะถอนเงินไปลงทุนอย่างอื่น  เพราะเราได้ดอกเบี้ยมาน้อยกว่าค่าของเงินที่เราหายไปกับอัตราเงินเฟื้อ  ผู้เกษียณที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง  จำเป็นต้องอาศรัยสหกรณ์เป็นที่พักเงิน(ดีกว่าไปเสี่ยงอย่างอื่น ถ้าไม่มั่นใจ) อย่าเรียกว่าเป็นที่เก็บดอกเบี้ยกินเลย   อดีตกรรมการบางคนไปหาเสียงโจมตีหาว่ากรรมการชุดนี้ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเอาใจผู้เกษียณ ก็อยากจะบอกว่ามีผู้เกษียณจำนวนไม่เท่าไหร่หรอกที่มีเงินเป็นกอบเป็นกำ จนสามารถร่ำรวยจากดอกเบี้ยของสหกรณ์   ส่วนใหญ่แล้วเงินที่มีอยู่ของหลายคนคงไม่สามารถทำผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอที่จะยังชีพด้วยซ้ำไป  ผู้เกษียณจำนวนมากต้องทะยอย "กินทุน" ไปเรื่อยๆ จนกว่าทุนจะหมด เพราะผลตอบแทนจากสหกรณ์สมัยนี้ ต่ำกว่าสมัยก่อนมากๆ เงินปันผลที่ได้จากหุ้นซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ก็ถูกจำกัดจำนวนหุ้นที่ให้ซื้อได้ (สมัยก่อนหน้านั้นซื้อได้ไม่จำกัด)  หากท่านต้องการใช้ดอกเบี้ยอย่างเดียวเพื่อการยังชีพ ท่านจะต้องคำนวณหาต้นทุน ซึ่งจะต้องมีเงินฝากที่สูงพอสมควรเลยทีเดียว

         ดังนั้น ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะไปตกอยู่กับผู้ฝากเงินรายใหญ่ๆ รวมทั้งนายทุนบุคคลภายนอกที่เข้ามาลงทุนในสหกรณ์ หรือผู้ที่ลงทุนผ่านนอมินี่ในไฟฟ้า ถ้าบุคคลเหล่านี้เห็นว่าผลประโยชน์ตอบแทนต่ำ ก็อาจย้ายเงินลงทุนไปลงทุนในแหล่งที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่า สหกรณ์ก็จะไม่มีเงินมาให้พวกท่านกู้กันได้   สำหรับผู้เกษียณจริงๆแล้ว ส่วนใหญ่มีเงินเพียงน้อยนิด  จะมีส่วนในการได้รับผลบุญครั้งนี้เพียงเหลือบ ไร เท่านั้น ขอน้องๆที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มจงเข้าใจตามนี้ด้วย  อย่ามาด่าว่า กล่าวร้ายต่อผู้เกษียณตามคำยุแหย่ของอดีตกรรมการบางคนเลย   ถึงเวลาคนผู้นั้นเกษียณ เขาก็จะรู้เอง

         ใครๆก็นึกว่าผู้เกษียณสบาย รับทรัพย์หลังเกษียณอื้อซ่า  นอนกินดอกเบี้ยเงินกู้จากน้องๆ  ผมก็เคยคิดเช่นนั้น  แต่เมื่อเกษียณมาแล้วถึงจะรู้สึก  มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย  เงินทุกบาททุกสตางค์ มันจะร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากมีแต่รายจ่าย  รายรับจากดอกเบี้ยอันน้อยนิดแทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย   ผมสังเกตุดูรุ่นพี่ๆ หลังจากเกษียณมาระยะเวลาหนึ่ง บางคน 7ปี 8ปี 10ปี หรือสิบกว่าปีขึ้นไป จะมาทะยอยลาออกจากสหกรณ์ เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เงิน "ก้อนสุดท้าย" ที่ฝากไว้กับสหกรณ์ นี่แสดงว่าระบบเงินยังชีพหลังเกษียณที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีระเบียบกฎเกณฑ์การออมที่ยังไม่สามารถคุ้มครองผู้อยู่ในกองทุนให้ยังชีพภายหลังเกษียณได้อย่างแท้จริง  ในความเป็นจริงแล้ว สามารถยังชีพได้ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น 

         ชีวิตนี้ฝากไว้กับสหกรณ์ ........
         ดังนั้น การเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์แต่ละครั้ง เราควรติดตามข่าวสารข้อมูล ตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของสหกรณ์ฯ ที่เงินก้อนสุดท้ายของพวกเราเก็บออมไว้  การตัดสินใจของคณะกรรมการมีผลกระทบต่อพวกเราอย่างแน่นอน

         แนวโน้มที่น่ากลัวสำหรับผู้เกษียณในขณะนี้ คือรัฐบาลปัจจุบันมีนโยบาย "ประชานิยม" อย่าง "ยิ่งยวด" การขึ้นค่าแรง การเพิ่มอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับปริญญาตรี  การลดแลกแจกแถมต่างๆ ฯลฯ เราไม่คัดค้าน  แต่ตัวนี้จะเป็นตัวเร่งให้อัตราเงินเฟื้อสูงขึ้นมาก และโดยเร็ว ราคาสินค้าและบริการต่างๆจะสูงขึ้น  ผู้ที่ยังทำงานอยู่อาจจะไม่กระทบมากนัก เพราะยังมีการปรับเงินเดือนชึ้นตามค่าครองชืพได้ แต่ผู้ที่เกษียณแล้ว จะต้องรับผลกระทบนี้อย่างแน่นอน เราจะต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับสินค้าปริมาณเท่าเดิม การใช้จ่ายที่จำเป็นเท่านั้นที่จะช่วยยืดอายุเงินของเราออกไปได้ เรื่องนี้หวังว่ากรรมการสหกรณ์คงจะติดตามดูแลอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกระแสการเงินของประเทศ (คงจะทำความเข้าใจสมาชิกส่วนหนึ่งเช่นที่ผ่านมาได้)

          ทั้งหมดนี้คือปัจจัยภายใน ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ว่าเราเตรียมตัวมาอย่างไร  ปัจจัยภายนอกก็คือสถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์เศรษฐกิจของโลก ซึ่งถ้าติดตามข่าวต่างประเทศขณะนี้ จะทราบว่าฐานะทางการเงินของหลายประเทศเสี่ยงต่อการล้มละลาย ถ้าเป็นเช่นนั้นขึ้นมา แน่นอน  ประเทศไทยจะต้องได้รับผลกระทบแน่ การเปลี่ยนแปลงใดๆมีผลต่อค่าเงิน ค่าครองชีพที่เรามีเงินอยู่จำกัด (เช่นเมื่อคราววิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540) รวมถึงปัจจัยทางผู้บริหารสหกรณ์ที่จะมีความสามารถในการบริหารสหกรณ์ให้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากน้อยเพียงไร

         ก็ถือเป็นการพูดคุยทักทายกันระหว่าง "รุ่นใหม่" กับ "รุ่นเก่า" ก็แล้วกันนะครับ จะถือว่ามีสาระก็มี หรือจะว่าไม่มีสาระ ก็ไม่มี รุ่นน้องๆที่ใกล้ๆเกษียณก็เตรียมตัวไว้นะครับ เดี๋ยวนี้เวลามันรวดเร็ว เดี๋ยวปีๆ อย่างน้อยก่อนเกษียณ 5 ปี ควรจะเตรียมตัวให้พร้อมได้แล้ว ที่ผ่านมาได้แก่ตัวผมเอง  ความจริงก็เตรียมตัวอยู่เหมือนกัน  แต่มันไม่มีเงินเหลือจะมาเตรียมอะไรนัก แล้วมาเออรี่รีไทร์ โดยไม่ได้คิดมาก่อน เงินที่ได้มาก็เลยถูกใช้ไปในการเคลียร์หนี้เสียส่วนหนึ่ง ที่เหลือมันก็เลยขลุกขลักหน่อย แต่ก็พออยู่ได้(แบบเขียมๆ)

          ธรรมเนียมจีนเค้าว่า "ทำงานเมื่อวัยหนุ่ม พักผ่อนท่องเที่ยวเมื่อแก่" แต่ของไทยเรามักจะเป็น "หนุ่มๆ มีแรง เที่ยวมันเข้าไป  แก่แล้วไม่มีเงิน ทำงานก็ไม่ไหว ไถลูกไถญาตกินไปก็แล้วกัน" คงไม่มีอย่างนี้นะครับ

          เวลาที่เหลือของท่านช่วงนี้ ก็คงเป็นเวลาเดินสาย "กินเลี้ยง" หรือ "เลี้ยงส่ง" กันทั้งเดือน ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงของ กฟน. งานเลี้ยงของ สหภาพฯ งานเลี้ยงของ สหกรณ์ฯ จากของเพื่อนๆ ฯลฯ

         งานเลี้ยงที่กล่าวมาข้างต้น ผมอาจจะคุยได้ว่าผมไม่เคยสัมผัสมาเลยสักงาน...(ยังมีหน้ามาคุยอีก)

          ปีที่ผมขอเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด เป็นปีแรกที่มีข้อกำหนดว่า ผู้ที่จะเข้าโครงการได้คือตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกลงมา หรือผู้ที่มีตำแหน่งสตาฟ(ตำแหน่งลอย-นักบัญชีบ้าง วิศวกรบ้างฯลฯ) นอกนั้นหากมีเหตุจำเป็น ผู้ว่าจะ "พิจารณา" เป็นรายๆไป เมื่อมีคำว่าพิจารณาเป็นรายๆไป เราก็มีความหวังว่าจะได้รับการพิจารณา (เพราะจ้าวนายไม่ค่อยชอบขี้หน้า คิดว่าคงอยากให้ออกๆไป) แต่แล้วก็ไม่ได้รับการพิจารณาเสียทีรอแล้วรอเล่ารวมกับผู้ร่วมชะตาเดียวกันอีกสิบกว่าคน  เมื่อติดตามเร่งรัดกันหนักเข้า ในที่สุดก็ได้รับการพิจารณาอนุมัติเอาในวันสุดท้าย วันรุ่งขึ้นก็หมดสภาพการเป็นพนักงาน หลังจากที่พวกเราต้องรวมตัวกันมาขอคำตอบที่หน้าห้องประชุม MC  "เจ๋ง"จริงๆ ท่านผู้ว่า(ในขณะนั้น) นึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นแล้วอยากจะเขียนเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังจังเลย  และอยากจะเจอผู้ร่วมชะตาเดียวกันมาสังสรรกันสักวัน คงมีเรื่องเล่าสนุกๆสู่กันฟัง

          ด้วยเหตุนี้แหละครับ ผมเลยไม่ได้รับการบริการก่อนเกษียณใดๆจาก กฟน. เช่นไม่ได้รับบริการทางการแพทย์ก่อนเกษียณ ไม่ได้ไปอบรมวิชาชีพ ไม่ได้ไปงานเลี้ยงส่งของ กฟน. ไม่ได้ปัจฉิมนิเทศน์ ฯลฯ เพราะแต่ละที่เค้าบอกว่าไม่มีชื่อเราในรายการ(เพราะผู้ว่ายังไม่อนุมัติ)  ในส่วนของสหภาพ เค้ามีกติกาว่าเราจะมางานเลี้ยงได้เมื่ออายุครบเกษียณจริง พอถึงปีเกษียณจริง ไม่รู้เราอยู่ไหน สหภาพเค้าจัดงานเมื่อไหร่ เราก็ไม่รู้ เลยไม่ได้ไป  แต่พอมาถึงวันงานเลี้ยงของสหกรณ์ฯ นัดขึ้นรถกันที่เพลินจิต  ไม่รู้วันนั้นเป็นอะไร ในซอยไม่มีแทกซี่ผ่านเลย ออกไปปากซอยเรียกแท็กซี่ ไม่มีใครยอมไป จนกว่าจะได้รถก็ไปไม่ทันเสียแล้ว เลยอดไปอีก สรุปว่านอกจากงานเลี้ยงของ กฟน.แล้ว งานเลี้ยงของสหภาพฯ, งานเลี้ยงของสหกรณ์ฯ ก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสอีก ทั้งๆที่เราก็ทำงานให้องค์กรเหล่านี้มาพอสมควร  ขณะนี้ได้รับเชิญมาเป็นที่ปรึกษาให้สหภาพฯด้านประชาสัมพันธ์ เค้าเลี้ยงผู้เกษียณกัน ก็นึกว่าเค้าจะชวนไปด้วย ก็ตั้งใจจะไปเก็บข่าวเก็บรูปมาดูกัน  แต่เขาก็ไม่ชวน (สงสัยจะแก่เกิน)  เราก็เลยยังไม่ได้ไปอยู่ดีนั่นแหละ คิดว่าต่อไปนี้เราจะรักษาสถิตินี้ไว้ดีกว่า ต่อไปคงไม่คิดจะไปงานไหนอีกแล้ว จะได้เอาไว้คุยได้ไง...นี่แหละครับ ที่เขาเรียก บุญมี แต่กรรมมันบัง (ซะงั้นแหละ)

          คนเรา บางทีมันมีอะไร อะไร ไม่เหมือนใครบ้าง ก็ดีเหมือนกันนะครับ


          สุดท้าย  ขอให้ผู้ที่จะเกษียณในปีนี้ จงมีความสุขในการใช้ชีวิตใหม่ของท่านนะครับ อาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อย สำหรับท่านที่ใช้ Facebook ขอเชิญมาพูดคุยแก้เหงากันได้นะครับ ผมอยู่ที่ http://facebook.com/Bhisdarl Thavibhoka  หรือ E-mail มาได้ที่ bhisdarl@gmail.com  อีกที่หนึ่งคือ http://facebook.com/ชุมชนคนเกษียณ  ลอง search ดูนะครับ

         สวัสดีครับ  ขอให้โชคดีทุกท่าน นอนหลับฝันดีนะครับ....



*************