ห้องประชุมใหม่





ห้องประชุมใหม่





          เมื่อวันพุธที่ 5 กันยายน 2555 ชมรมผู้เกษียณ ชสอฟ. มีนัดประชุมตามวาระประจำเดือนเป็นปรกติ แต่ที่ไม่ปรกติก็คือห้องประชุมเดิมที่ชั้น 4 ของสหภาพฯสหกรณ์ฯ ห้องเล็กที่ ชสอฟ. ขอใช้ในการประชุมประจำเดือนตลอดมานั้นได้ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงานไปเสียแล้ว  แต่ทางสหกรณ์ก็ได้อนุญาตให้ไปใช้ห้องประชุมที่จัดทำตกแต่งขึ้นใหม่ที่ชั้น 5 อาคารสหกรณ์(ตึกหลัง) ก็ถือเป็นการ Upgrade จาก 4 เป็น 5 โดยไม่ต้องสอบและเป็นส่งเสริมการออกกำลังกายตามนโยบายของ สสส. เพื่อให้กรรมการ ชสอฟ. แต่ละท่านแข็งแรงไปในตัว รวมทั้งเป็นการทดสอบพละกำลังว่าแต่ละท่านยังมีสุขภาพและร่างกายแข็งแรง เหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็นกรรมการรับใช้มวลสมาชิกต่อไปหรือไม่


ท่านประธานนั่งเด่นเป็นสง่า อุปกรณ์ไฮเเทคเพียบ


         ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ในฐานะที่ ชสอฟ.ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง มีแต่ตัวกับหัว....ใจ    เราต้องขอความอนุเคราะห์จากผู้อื่นทั้งนั้น จะอย่างไรเราก็ยินดีรับเสมอ  จากชั้น 1 ไปชั้น 5 เดินช้าๆ หายใจลึกๆ ถึงห้องประชุมแล้วอย่าเพิ่งคุย นั่งสูดอากาศให้เต็มปอดสักพักก็คงอยู่รอดปลอดภัยได้หรอก ถ้ามารถเมล์ เดินมาใกลก็นั่งพักที่ชั้นล่างให้หายเหนื่อเสียก่อนค่อยขึ้นไป ดีแล้วที่ยังมีห้องให้ประชุม



เก้าอี้ยังไม่แกะพลาสติกเลยครับ












         ก็ต้องขอขอบคุณสหกรณ์ครับ ที่นอกจากให้งบประมาณในการดำเนินการแล้ว ก็ยังอนุเคราะห์เรื่องห้องประชุมให้อีกด้วย การทำงานของ ชสอฟ.นี่ก็เป็นการทำงานเพื่อสมาชิกเหมือนกันแหละครับ แต่เป็นสมาชิกเกษียณแล้ว ไม่มีปากมีเสียง ชสอฟ.ทำได้แค่กำลังกายและทุนทรัพย์จะอำนวย อาจถือได้ว่าเป็นบริการเสริมจากสหกรณ์สำหรับผู้เกษียณอีกทางหนึ่ง จากการที่เราต้องรอรับความ "อนุเคราะห์" สถานเดียวจึงไม่ทราบว่า ชสอฟ.จะมีโอกาสใช้ห้องประชุมนี้ในคราวต่อไปอีกหรือไม่ เพราะทราบว่าทั้งสหกรณ์ฯและสหภาพฯมีวาระการประชุมเพียบ (ยินดีด้วยกับสมาชิกทั้งสององค์กรนะครับ ที่กรรมการที่ท่านเลือกตั้งขยันทำงานกันอย่างจริงจัง)







ห้องกว้างขวางสะอาดสะอ้าน แต่ห้องน้ำต้องลงมาชั้น 4 พวก "ลูกหมาก" ไม่ดี ต้องขยันเดินหน่อย (สว.ขี้บ่น)




          ในเมื่อเราก็ยังไม่ทราบว่าครั้งต่อไปเราจะยังได้มาประชุมห้องนี้อีกหรือไม่  และห้องนี้ก็เป็นห้องใหม่เอี่ยมกว้างขวางสะอาดสะอ้านเหมาะสมกับผู้เข้าประชุมประมาณ 20 ท่านหรือมากกว่า.......
          จากการที่เราคุ้นเคยกับการได้เห็นแต่ของเก่าๆเหี่ยวๆ เมื่อมาเจอของใหม่ๆซิงๆจึงตื่นเต้นเป็นธรรมดาโดยไม่ต้องใช้ไวอาก้า  เลยต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย  รวมถึงเป็นการเผยแพร่ให้สมาชิกสหกรณ์ฯสหภาพฯได้ทราบว่าองค์กรที่ท่านเป็นสมาชิกอยู่มีความก้าวหน้าไปอย่างไร เพื่อความภูมใจ


*****

อย่าลืมนะครับ
ท่านที่เกษียณในปีนี้ อย่าลืมสมัครเป็นสมาชิก
ชมรมผู้เกษียณ ของสหกรณ์ ชสอฟ. นะครับ
เราจะมีกรรมการไปแจกใบสมัครให้ท่าน
ในงานเลี้ยงของสหกรณ์ฯและสหภาพฯ ที่เขาใหญ่




 
เจอกันที่เขาใหญ่น้าค้า....

^^^^^^^

สำหรับผู้ที่มี Face book
ไป Add คุยกันได้ที่
สองวัย ใจตรงกัน
นะครับ

หรือ
คลิกที่คำว่า ชุมชน คนเกษียณ
ที่มุมซ้ายบนสุดของหน้า Blog นี้ได้เลย


**********

กำหนดการงานเลี้ยงผู้เกษียณฯ







กำหนดการงานเลี้ยงสมาชิกเกษียณฯ

"เกษียณหรรษา สภฟ. และ สอฟ. ปี 2555"






ขอให้เพื่อนๆพักผ่อนอย่างมีความสุขทุกท่านนะครับ
โอกาสที่จะพบปะพร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้คงจะหายากแล้ว

^^^^^^^^




ขอขอบคุณสำหรับหนังสือเชิญเข้าร่วมงาน

จากคุณประจวบ คงเป็นสุข
ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง





*************

เพื่อนใหม่



"เพื่อนใหม่"





          เมื่อผมเกษียณ(ก่อนกำหนด)มาใหม่ๆ ก็ได้หาซื้อหนังสือคำแนะนำการใช้ชีวิตหลังเกษียณมาหลายเล่ม มีทั้งการทำงานพิเศษหรืองานอดิเรกหลังเกษียณ การบริหารทางการเงิน การรักษาสุขภาพผู้สูงอายุ ฯลฯ รวมทั้งหนังสือเล่มนี้คือ "แสนสุข หลังเกษียณ" ซึ่งมีหัวข้อแนะนำการใช้ชีวิตหลังเกษียณที่เป็นแง่คิดที่เป็นประโยชน์เป็นจำนวนมาก

        ในคำแนะนำต่างๆเหล่านั้น มีอยู่ข้อหนึ่งแนะนำว่า..."อย่าอยู่อย่างเดียวดาย...ไม่มีอะไรเศร้ามากกว่าการใช้ชีวิตอยู่อย่างเดียวดาย อย่างน้อยที่สุดก็ควรมีเพื่อนสักคนหนึ่งเพื่อจะได้พูดคุยกัน และก็ควรสร้างเพื่อนใหม่ให้เพิ่มขึ้น"

        "เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่เมื่อคุณเกษียณอายุแล้วต้องอยู่อย่างเดียวดาย คุณอาจรู้สึกว่าคุณยังมีเพื่อนอยู่เป็นจำนวนมาก  และยังมีชีวิตทางสังคมเช่นเดิม แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป"

        สองประโยคข้างบนคือคำแนะนำของหนังสือเล่มนี้ และก็ไม่ได้แนะนำว่าทำไมถึงต้องหาเพื่อนใหม่ ก็ในเมื่อเราก็ยังมีเพื่อนอีกเยอะแยะ

        แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆเข้าสักพัก เราจึงเห็นว่าคำแนะนำในหนังสือเล่มนี้ถูกต้องแล้วละครับ เพราะอะไรน่ะหรือ

        ก็เพราะเพื่อนที่เรามีอยู่ มีทั้งเพื่อนต่างวัยและเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนร่วมงาน เมื่อเรายังทำงานอยู่ โอกาสที่จะพบปะพูดคุยกันก็มีมาก เพราะเจอกันทุกวัน พอเราเกษียณหรือเพื่อนเราเกษียณ โอกาสที่จะเจอะเจอกันก็น้อยลง เพื่อนต่างวัยที่เป็นรุ่นน้อง เค้าก็ติดภาระหน้าที่การงานที่จะต้องดำเนินต่อไปเพื่อความก้าวหน้า โอกาสที่จะพบปะพูดคุยกันก็น้อยลงทุกที ส่วนเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกันก็ปรับสภาพชีวิตประจำวันไปตามถนัดของแต่ละคน บางคนมีที่ดิน ก็ไปปลูกต้นไม้ใบหญ้า บางคนมีร้านค้าเล็กๆน้อยๆก็จะอยู่ช่วยดูแลไป บางคนมีหลานก็จะมีเวลาว่างช่วยดูแล ช่วยพาไปส่งโรงเรียน บางคนชอบเลี้ยงนกเลี้ยงปลา ก็จะถือโอกาสนี้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเหล่านี้เป็นต้น

        ดังนั้นเพื่อนๆที่เรามีอยู่จึงห่างเหินไปด้วยประการฉะนี้แล

        ความเดียวดายจึงเข้ามาเยือนเรา ตามที่หนังสือเล่มนี้ว่าไว้และแนะนำให้เราหาเพื่อนใหม่ ผมจึงเริ่มเข้าใจ

        เพื่อนใหม่ที่ว่านี้ ก็คงไม่ต้องเป็นเพื่อนที่ลึกซึ้งอะไร อาจจะคบกันแบบเผินๆ เพียงเพื่อจะทักทายกันบางเวลา เช่นเพื่อนที่สวนสาธารณะที่เราไปออกกำลังกาย เพื่อนที่ร้านหนังสือ เพื่อนที่ชอบงานอดิเรกเหมือนๆกัน หรือเพื่อนบ้านที่สมัยยังทำงานอยู่ไม่เคยได้เห็นหน้ากันเลย ก็อาจจะมาเห็นกันตอนเกษียณนี่แหละ ด้วยเหตุนี้ในต่างประเทศเขาจึงจัดให้มีม้านั่งตามสวนสาธารณ ที่สาธารณะ ตามห้าง เพื่อให้คนแก่ไปนั่ง คอยเซเฮลโหล หรือมอนิ่งๆกับผู้คนที่เดินผ่านไปมา(แต่ห้างไทยงกม้านั่ง ไม่คอยจะมี หรือมีก็จะมียามหรือแม่บ้านมานั่งเสียเอง)

        เกษียณปีนี้ ผมก็ขอแนะนำน้องใหม่ตามนี้ก็แล้วกัน ใครจะถนัดอย่างไรก็ลองดู สำหรับผมที่ดินไม่มีที่จะไปปลูกต้นไม้ใบหญ้ากะเขา ธุรกิจอะไรก็ไม่มี งานพิเศษไม่มี มีหลานอยู่คนเดียวก็อยู่ต่างประเทศ ปีหนึ่งก็มาเยี่ยมกันครั้งนึง งานถนัดของผมก็คืออ่านหนังสือ เมื่ออ่านมากๆก็เก็บไว้ไม่ไหวก็ต้องเอามาเขียน เขียนดีก็ดีไป เขียนไม่ถูกใจใครบางคนก็ถูกด่า บางที่การมีเพื่อนเยอะๆมันก็ไม่ใช่จะดีนัก ถ้ามีทางเชิงปริมาณ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ มาถึงวันนี้ก็ชักไม่อยากจะมีเพื่อนเยอะๆแล้ว เพราะสมัยนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเพื่อนเป็นมนุษย์ก็ได้ คุยกับคอมพิวเตอร์ คุยกับเฟซบุ๊ค คุยฝ่ายเดียวสบายใจ ใครเขียนอะไรที่เราไม่ชอบก็ไม่ต้องไปอ่านมัน  วันๆก็ทักทายเพื่อนใหม่เท่าที่มีโอกาสพบกันตามมารยาทตามสถานที่ที่เราไป บางทีการอยู่อย่างเดียวดายห่างจากเพื่อนที่เป็นมนุษย์เสียบ้างอาจจะมีความสุขกว่าก็ได้ นี่พูดถึงผู้เกษียณแล้วนะ คนที่ยังทำงานอยู่คงทำอย่างนี้ไมได้

         เคยมีคำพูดที่ว่า " มีเพื่อนร้อยคนก็น้อยไป มีศัตรูคนเดียวก็มากไป" ตอนนี้อยากจะเปลี่ยนเป็น "มีเพื่อนที่รู้ใจสักคนได้ไหม และขออย่าได้มีศัตรูเลย"

        บางทีเราอาจไม่รู้ว่าเพื่อนที่รู้ใจเราจริงๆแล้ว นอนอยู่ข้างๆเรามาตลอด แต่เราอาจละเลยมองไม่เห็น เปรียบเหมือนคำพูดที่ว่า "ใกล้เกลือ กินด่าง" กว่าจะเห็นคุณค่าของเกลือก็หง่อมพอดี ดีนะที่เป็น "เกลือ" เลยไม่เน่า...


สุดท้ายมีรูปมาฝาก




ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ด้วยครับ (ไม่ทราบชื่อ)








**************
เรียนเพื่อนๆผู้เกษียณ
เนื่องจากผมได้รับการติดต่อจากท่านที่เข้ามาโพสท์หาเพื่อน และได้ให้ที่ติดต่อไว้ มีความประสงค์จะลบข้อความดังกล่าว แต่ไม่สามารถลบด้วยตนเองได้ จึงได้ติดต่อมาที่ผมเพื่อให้ผมช่วยลบให้ ที่ผ่านมาก็มีอยู่หลายราย ผมจึงคิดว่า เมื่อเวลาผ่านไป บางท่านอาจจะไม่มีความประสงค์ดังกล่าวแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนจากผู้ติดต่อ ผมจึงคิดว่าผมจะขออนุญาตลบข้อความที่โพสท์ก่อนปี 2562 ที่ระบุที่ติดต่อไว้ออกให้หมด ยกเว้นโพสท์ที่แสดงเฉพาะความคิดเห็นที่ยังคงอยู่ และต่อไปนี้ผมก็จะไล่ลบไปเรื่อยจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2562 หลังจากวันนี้แล้วท่านที่มีความประสงค์ที่จะโพสท์ที่ติดต่อของท่าน ขอโปรดได้ใช้วิจารณาญาญของท่านให้ดี เพราะการให้ชื่อให้ที่ติดต่อของท่านในที่สาธาณะ อาจจะมีผู้ไม่ประสงค์ดี ทำให้ท่านเดือดร้อนรำคาญได้  สำหรับท่านที่ถูกผมลบข้อความไป หากยังมีความประสงค์จะคงชื่อไว้ ขอให้ท่านโพสท์ใหม่หลังจากวันที่ 10 ตุลาคนนี้
.
สำหรับท่านที่ต้องการแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็สามารถกระทำได้เหมือนเดิม  
.
ผมคงจะต้องเขึยนเรื่อง "เพื่อน" อีกครั้ง หลังจากที่ได้อ่านทรรศนะต่างๆของเพื่อนที่นี่แล้ว
.
ขอให้ทุกท่านโชคดี สุขภาพแข็งแรงนะครับ...
7 ตุลาคม 2562

*********
ท่านที่ต้องการลบเบอร์โทรศัพท์ที่ท่านโพสท์ไว้เพื่อการติดต่อ
แล้วลบเองไม่ได้ โปรดแจ้งรายละเอียดไปทีอีเมล์ bhisdarl@gmail.com
(แจ้งวันที่โพสท์ - หมายเลขโทรศัพท์ - ชื่อผู้แจ้ง )
และโปรดแจ้งโพสท์ที่ไม่สุภาพ เจตนาในทางไม่ดี

******

เรียนท่านที่ต้องการมีเพื่อนโดยการให้ข้อมูลในการคติดต่อ หากท่านไม่แน่ใจ ท่านยังไม่ควรให้เบอร์โทรฯไว้ เพราะการให้เบอร์โทรฯ ถ้าเจอคนไม่สุภาพ ท่านอาจถูกรบกวนโดยหลีกเลี่ยงได้ยาก  ท่านควรติดต่อโดยวิธีอื่นก่อน หากมั่นใจที่จะคบกันแล้วค่อยให้เบอร์ภายหลัง  หากมีคำแนะนำใดๆ เชิญพูดคุยกันได้ครับ


********



ยินดีต้อนรับผู้เกษียณ ปี 2555





          เมื่อเยาว์วัย เราอยากจะโตเร็วๆ เพื่อจะได้เที่ยวเล่น ทำอะไรได้เป็นอิสระมากขึ้น แต่ดูเวลามันช่างเชื่องช้าเสียจริงๆ กว่าจะผ่านไปแต่ละปี คอยดูกระจกดูความเปลี่ยนแปลงของหน้าตาอยู่ตลอดเวลาว่าใกล้จะเป็นผู้ใหญ่กับเขาหรือยัง

        แต่เมื่อผ่านวัยกลางคนไปแล้ว เวลามันดูเหมือนจะผ่านไปด้วยความรวดเร็วเสียเหลือเกิน บางคนเริ่มต้นด้วยการมีผมหงอกแซมมาให้เห็นเพียงเส้นสองเส้น เผลอเดี๋ยวเดียว ไม่กีปี มันก็จะเพิ่มขึ้นด้วยความรวดเร็ว บางคนผมเคยดกดำ มันก็จะค่อยบางเบาร่วงหล่นลงทุกวันๆ  สายตาที่เคยแจ่มใสชัดเจน ตอนนี้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ก็จะต้องเหยียดแขนที่ถือหนังสือห่างไกลตัวออกไปทุกที....

        ช่วงนี้แหละที่เวลาดูเหมือนมันจะวิ่งผ่านไปด้วยความรวดเร็ว ส่องกระจกดูสภาพตัวเองทีไร  รู้สึกว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงทุกครั้งไป  ไม่เหมือนเมื่อตอนวัยเด็ก วัยรุ่น ส่องกระจกทีไรก็เห็นแต่ความเติบโต เห็นแต่ความเต่งตึง เด็กผู้ขายก็เริ่มมีหนวดมีเครามีกล้ามเนื้อมีฃิกแพ็ก เด็กผู้หญิงก็เริ่มมีอกมีเอวมีโค้งมีเว้าตามสรีระของผู้หญิง.....เมื่อเราส่องกระจกตอนนี้ หนวดเคราที่เคยเขียวครึ้ม ตอนนี้มันจะหรอมแหรม มีหงอกบ้างมากน้อยแตกต่างกันไป เอวที่เคยมีไว้รัดเข็มขัดก็ไม่รู้หายไปไหน ไอ้ซิกแพ็คที่เคยมี มันเปลี่ยนเป็นฃิกอินวัน คือมันไปรวมกันเหลือแพ็คเดียวโดดๆฃะนี่ ตามอย่างที่โฆษณาสินค้าเดี๋ยวนี้เลย แถมเป็นแพ็คใหญ่(ที่ไม่พึงประสงค์)เสียด้วย

        นี่แหละครับเขาเรียกว่าสังขาร   กาลเวลามันเดินไป ร่างกายเราก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

        เผลอแพลบเดี๋ยวก็จะถึงเดือนกันยาฯอีกแล้ว เดือนที่ผู้ที่มีอายุหกสิบปี หรือเกินกว่านั้นไม่เกินหนึ่งปี จะได้รับการพักผ่อนตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ก็ถือว่าเป็นการยุติบทบาทในหน้าที่การงานที่แต่ละคนรับผิดชอบอยู่
ต่อไปนี้ใครมีงานอดิเรกอะไรหรือมีอาชีพส่วนตัวอะไร ก็รับผิดชอบไปตามนั้น ชีวิตประจำวันก็จะต้องจัดการกันใหม่ วันๆจะทำอะไรบ้าง ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

        สิ่งสำคัญที่ผู้เกษียณจะต้องคำนึงถึงต่อไปนี้ก็คือ สุขภาพกับเงินที่จะต้องใช้เลี้ยงชีพยามเราไม่มีรายได้แล้ว ถ้าสุขภาพดีและมีเงินที่จะใช้ยังชีพไปตลอดชีวิต แค่นี้ก็เป็นหลักประกันว่าเราสามารถอยู่อย่างไม่ลำบากทุกข์ร้อนนัก ถ้ามีมากหน่อยก็สะดวกสบายหน่อยกินดีอยู่ดีหน่อย ถ้ามีน้อยก็ระมัดระวังใช้จ่ายอย่างประหยัดหน่อย คิดว่าก็คงอยู่ได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ  ในภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันนี้ ค่าของเงินมันมีความเสี่ยงในการลดค่าลงตามภาวะเงินเฟื้อสูงมาก นโยบายประชานิยมก็มีส่วนทำให้เงินเฟื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ(เงินออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ค่าของเงินก็จะตกลง) เงินพันบาทในวันนี้ อีกสิบปีข้างหน้าจะเหลือเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อัตราดอกเบี้ยที่เรารับจากสหกรณ์ฯก็เพียงแต่ประคองให้สูสีกับอัตราเงินเฟื้อเท่านั้น ดังนั้นดอกเบี้ยที่เรารับมาก็เพียงช่วยประคองไม่ให้เงินของเราลดค่าถดถอยไปกว่าเดิมเท่านั้น

        ก็ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆน้องๆที่จะได้หยุดพักกายใจกันเสียทีในปีนี้ ได้ปลดปล่อยภาระที่ผ่านมา ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดี แข็งแรง มีเงินใช้ไร้โรคาทุกท่านครับ ท่านที่กำลังเดินสายรับเลี้ยงอำลาอาลัยกัน ก็ระมัดระวังสุขภาพหน่อยนะครับ หลังจากนี้ไปเจ็บป่วยขึ้นมา ไฟฟ้าไม่จ่ายให้แล้วนะครับ

        ลากันวันนี้ด้วยภาพที่นำมาจากเฟฃบุค ลองอ่านดูครับ....
        ผมว่าข้อแรกไม่ค่อยน่ากลัวหรอกครับ  อย่างน้อยลูกหลานก็ยังได้รับไป  ข้อหลังนี่สิ ขออย่าได้เจอเลย จะโดนลูกหลานไล่ส่งซ้ำซะอีกน่ะซี












^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

ท่านที่ใช้เฟซบุค ไปแอดกันได้นะครับที่ สองวัย ใจตรงกัน

หรือคลิ๊กที่คำว่า ชุมชน คนเกษียณ บนสุดซ้ายมือของหน้าที่ท่านอ่านอยู่นี่ได้เลยครับ

*********

ผู้นำที่สง่างาม




ผู้นำที่สง่างาม





ภาพนี้คงไม่ต้องการคำบรรยาย
ผู้นำในอดีตของเรา


ภาพจากสกู๊ปหน้า 2 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม 2523

 "เหงื่อไคลในแรงแห่งเรา รวมเข้าคือกระแสน้ำเชี่ยว"
 

ภาพจากหนังสือพิมพ์ที่ตัดไว้ พบในแฟ้มหลังน้ำท่วม





************


คิดถึง "พิทักษ์ธรรม"



คิดถึง "พิทักษ์ธรรม"


          สหภาพแรงงานการไฟฟ้านครหลวง หรือในขณะนั้นถูกฝ่ายการเมืองพยายามลดบทบาทสหภาพรัฐวิสาหกิจให้เหลือสถานะเป็นแค่สมาคมฯตั้งแต่ราวปี 2535 และออกกฎหมายแยกสมาคมออกเพื่อไม่ให้สมาคมฯไปมีบทบาทในสหภาพภาคเอกชน เนื่องจากสหภาพที่มาจากรัฐวิสาหกิจ มีอำนาจการต่อรองสูง และมักจะเข้าไปช่วยเหลือสหภาพที่อยู่ในสถานประกอบการที่เป็นเอกชนในการเจรจาต่อรอง ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานได้อย่างเต็มที่นัก   

          ซึ่งในต้นปี 2542 สมาคมฯจะจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารสมาคมจำนวน 30 นาย

         ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ บรรดานักกิจกรรมทั้งหลายก็ได้มีการรวมกลุ่ม หาสมัครพรรคพวกเพื่อจัดทีมลงแข่งขันกันเป็นที่คึกคัก ไม่ว่าจะเป็นกรรมการเก่า หรือคนใหม่ๆที่อยากจะอาสาเข้าไปบริหารงานสมาคมบ้าง

          กรรมการส่วนใหญ่ในขณะนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นคนเก่าที่ดำรงตำแหน่งมาเนิ่นนาน เรียกกันว่าครองตำแหน่งมายาวนาน ถ้าเครดิตอย่าง ส.ส. ก็เรียกว่าครองตำแหน่งมาหลายสมัย

          ราวปลายปี 2541 ระหว่างที่ผมทำงานอยู่ที่แผนกตรวจสอบสายภายใน กฟน.เขตบางเขน จู่ๆก็มีนายอนุศักดิ์ ชำนาญหมอ และนายสาโรจน์ เผือกสำลี ซึ่งรู้จักกันมาก่อนแล้ว มาหา การคุยกันวันนั้นก็ทราบว่านายอนุศักดิ์ และพวกๆได้รวบรวมพรรคพวกเพื่อจัดทีมใหม่เข้าแข่งขันกับทีมเก่า ในการเลือกกรรมการครั้งต่อไป แล้วทั้งสองคนก็ชักชวนให้ผมเข้าร่วมด้วย โดยเห็นว่าผมเคยเป็นกรรมการมาแล้ว และพอมีคนรู้จักอยู่บ้าง(ไม่รู้กี่คน) และอาจจะช่วยแนะนำหรือเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้บ้าง ผมก็ได้อ้างเหตุผลต่างๆเพื่อปฏิเสธการชักชวนครั้งนี้ โดยเฉพาะทีมที่คุณอนุศักดิ์จัดขึ้นนั้น ผมแทบไม่ค่อยรู้จักใครเลย คุณอนุศักดิ์ก็บอกว่า ผมไม่ต้องทำอะไร การปราศัยหาเสียง ทีมงานเขาจะทำกันเอง เพียงขอให้ผมไปประชุมทีมเมื่อมีการปรึกษาหารือด้วยเท่านั้น  เมื่อสุดที่จะปฏิเสธก็ตกลงให้คุณอนุศักดิ์ใส่ชื่อผมเข้าไปในทีมด้วย

         



          หลังจากนั้น ก็ได้มีการประชุมทีมกันในเวลาเย็นตามร้านอาหารที่มีห้องประชุมกันเป็นระยะๆ ซึ่งคุณอนุศักดิ์ จะแจ้งให้ผมทราบ ผมก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยตามสถานที่ต่างๆ แล้วแต่จะแจ้งมา โดยมีการวางแผน และประเด็นในการหาเสียง ซึ่งผมสังเกตุแต่ละคนต่างมีความกระตือรือร้นในการแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี

          ในที่สุดก็มาถึงวาระสำคัญ คือเราจะใช้ชื่ออะไรเป็นชื่อทีมกันดี ได้มีการเสนอชื่อ และแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ในที่สุดก็มาลงตัวที่ "พิทักษ์ธรรม" ซึ่งทุกคนเห็นพ้องด้วย ในความหมายว่าเราจะเสนอตัวเพื่อเข้าไป "พิทักษ" ความเป็น "ธรรม" ให้แก่มวลสมาชิก

          และแล้ว ผลการเลือกตั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542 "พิทักษ์ธรรม" ก็ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทะลาย จากคณะกรรมการ 30 คน ทีมของ "พิทักษ์ธรรม" ได้มา 28 คน สองที่ที่หลุดไป เป็นของทีมกรรมการเดิม คือคุณสุดตา นรสาร และคุณไพบูลย์ แก้วเเพทาย ซึ่งสองคนนี่ไม่เคย "สอบตก" อยู่แล้ว  ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่ได้เป็นกรรมการอีกครั้ง หลังจากที่เป็นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่ปี 2523-24 การดำเนินงานของคณะกรรมการชุดใหม่ก็ได้เริ่มขึ้น ณ บัดนั้น โดยมีคุณอนุศักดิ์ ชำนาญหมอ เป็นประธานสมาคมฯ

          เป็นธรรมดาที่การทำงานร่วมกันของคนที่มีความคิดความเห็นเป็นของตนเอง บางครั้งก็ไปด้วยกันด้วยดี บางครั้งเกิดความขัดแย้งกันทางความคิด

         



          "พิทักษ์ธรรม" ก็เหมือนคนๆหนึ่ง มีการเติบโต มีการเปลี่ยนแปลง สมาชิกก็มีการเปลี่ยนไปมาตามกาลเวลา....ผู้ที่เป็นกรรมการชุดแรกเริ่มปลดเกษียณไปแล้วก็หลายคน เสียชีวิตไปแล้วก็หลายคน รวมทั้งคุณอนุศักดิ์ ที่เป็นประธานสมาคมคนแรกในนามของ "พิทักษ์ธรรม" ก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน  สมาชิกดั้งเดิมก็มีการย้ายเข้าย้ายออกเป็นปกติ จนกระทั่ง.....

         วันหนึ่ง "พิทักษ์ธรรม" ก็ถูกบริหารโดยคุณเพียร ยงหนู ซึ่งถือว่าเป็น สมาชิก "พิทักษ์ธรรม" รุ่นแรกคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ใน "พิทักษ์ธรรม" ส่วนสมาชิกเดิมคนอื่นๆก็ไปรวบรวมจัดตั้งทีมกันใหม่  สุดท้าย "พิทักษ์ธรรมก็ไม่มีเลือดเดิมเหลืออยู่เลย

         การแข่งขันย่อม มีแพ้ มีชนะ หลังจากที่คุณเพียรได้บริหารสหภาพมาหลายสมัยก็ต้องแพ้การเลือกตั้งให้กับกลุ่มของคุณประจวบ คงเป็นสุข ซึ่งคุณประจวบก็เป็นแกนนำคนหนึ่งของ "พิทักษ์ธรรม" ยุคแรกนั่นเอง





         คุณประจวบจะบริหารสหภาพฯไปจนครบ 3 ปี  ตามที่คุณเพียรได้ขอมติจากที่ประชุมใหญ่ไว้ (ผมเคยเขียนถึงอันตรายของมติที่ประชุมใหญ่ไว้ในบล็อกนี้แล้ว)

         หลายวันมานี้ ผมได้หาเวลารวบรวมแยกแยะเอกสารที่รีบขนหนีน้ำ ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งรีบขนจนมันปนเปกันไปหมด เฉพาะหนังสือที่ขนออกจากตู้ตอนนี้ก็ยังแยกหมวดหมู่กลับเข้าที่เดิมไม่เสร็จ (ได้ข่าวว่าน้ำใหม่จะมาอีกแล้ว) กระทั่งมาค้นเอกสารที่เป็นปลีกย่อย ก็ได้มาพบใบประกาศหาเสียงแผ่นที่นำมาลงประกอบนี้ และได้พบเอกสารหาเสียงในแต่ละปีที่ผ่านมาที่ได้เก็บเอาไว้

          เห็นแล้ว ได้อะไร....ผมเห็นสัจธรรมของความเปลี่ยนแปลง ที่ว่า "ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน" ผมเห็นการเกิดของพิทักษ์ธรรม และการเปลี่ยนแปลงของพิทักษ์ธรรม มาจนถึงขณะนี้    ซึ่งในนั้นก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของคนอื่นๆที่เกียวข้อง หรืออยู่ในวังวนที่ต้องเกี่ยวข้อง

        นักการเมือง มักจะพูดกลบเกลื่อนความไม่จริงใจของตัวว่า ในการเมือง "ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร" 

         เมื่อผมดูใบโฆษณาหาเสียงของแต่ละปี ก็ได้ซาบซึ้งถึงคำคำนี้ จริงแล้วที่ว่า "ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร" เพราะคนที่เคยเป็นมิตร ก็กลายเป็นศัตรู  คนที่เคยเป็นศัตรูถึงขนาดจะฆ่ากันตาย ก็กลายเป็นมิตร หวานเจี๊ยบกันได้  ปีนี้อยู่พรรคนี้ ปีหน้าไปอยู่พรรคโน้น แม้แต่ที่ปรึกษา  มันไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกคน แต่มีบางคน ก็ลองไปหาใบหาเสียงแต่ละปีมาดูกัน   อย่าว่าแต่เด็กเลย...ผมไม่ใช่ไม่ต้องการให้คนเป็นมิตรกัน บางคนต้องมาเป็นฝ่ายตรงข้ามกันด้วยความจำเป็นอาจเนื่องจากความคิดเห็นไปด้วยกันไม่ได้(ไม่อยากใช้คำว่าผลประโยชน์ไม่ตรงกัน) ก็ไม่ว่ากัน แต่บางคนก็ทำตัวเหมือนเห็บ มีที่ไหนให้กูเกาะได้ กูก็เกาะไว้ก่อน รอดตายไประยะหนึ่ง เมื่อไหร่หมาตาย กูก็โดดไปเกาะตัวอื่นต่อไป นี่เขาเรียกว่าความสามารถในการดำรงไว้ซึ่งความอยู่รอด

         ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ความหลังมันผุดขึ้นมาหลังจากดูใบประกาศเชิญชวนเลือกตั้งใบนี้ อย่างที่เขาว่าหละครับ คนแก่มักจะคิดถึงความหลังเท่านี้แหละครับ ก็ไม่ได้คิดจะว่าใคร ใครเป็นใครก็รู้แก่ตัวเอง   สำหรับผมก็คิดถึงสมาชิกพิทักษ์ธรรมเก่าๆทุกคนแหละครับ ไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายไหน ยังคิดถึงความสนุกสนานเฮฮาที่เราพักผ่อนกันหลังทำงานเสร็จ รวมทั้งคุณเพียรด้วยครับตอนเป็นประธานก็ไม่กล้าเข้าไปคุย ด้วยความเกรงใจ ยังอยากจะสัมภาษณ์คุณเพียรลงบล็อกนี้สักครั้งหนึ่ง สมาชิกคงอยากรู้....แต่อย่างว่าแหละครับตอนนี้เกษียณแล้วก็ต้องเดินหลบๆบารมีของท่านๆเขาหน่อยไอ้เรามันไม่มีบารมีแล้ว (ไม่รู้เคยมีหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย)    สำหรับสมาชิกรุ่นใหม่ของพิทักษ์ธรรมที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสพูดคุยมาก็ดูเป็นคนมีความคิดเห็นที่ดี ตั้งใจทำงานก็หลายคน ผมเห็นว่าทุกคนที่เสียสละเข้ามาทำงานนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนดีที่มีจิตอาสา ส่วนใครจะดีมากดีน้อยอย่างไร สมาชิกต้องเป็นผู้ตัดสิน  เสียดายที่คนอยู่องค์กรเดียวกัน ต้องมาแยกฝักแยกฝ่ายกัน ด้วยกติกาเบอร์เดียวยกเข่ง ก็เลยทำให้บางคนต้องเสียโอกาสไป และสมาชิกก็เสียโอกาสในการคัดกรองตัวบุคคลอีกทางหนึ่ง




         
          ขอจบแค่นี้แล้วกันนะครับ....รายการ "เล่าความหลัง..." ของคนแก่ๆ
         
          สุดท้ายมีคำพระสอนมาฝาก จากวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี  อ่านแล้วดูจะเข้ากับบทความที่เขียน จึงนำมาลงไว้ให้อ่านกัน แล้วก็ขอให้รักกันไว้เถิดครับ อย่าติดกับอัตตากันมากนักเลย อีกไม่ช้าไม่นานก็จะตายจากกันอยู่แล้ว ยกเว้นบางคนที่คิดว่า "กูจะไม่ตาย" ก็ปล่อยเขาไป.....ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่เผยแพร่ใน facebookด้วยครับ

        




         


สวัสดีครับ

ท่านผู้เกษียณที่จะดูรูปที่ท่านไปในกิจกรรมต่างๆ(ที่ผมมีโอกาสได้ไปด้วย)
เชิญดูได้ที่ facebook สองวัย ใจตรงกัน ได้เลยครับ


************












แก่แล้ว ไปไหน...


แก่แล้วไปไหน ?


.......แก่แล้วจะไปไหนล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ไปโรงพยาบาล....

       ไม่ใช่จะมาแช่งท่านๆให้เจ็บป่วย จนถึงขนาดต้องล้มหมอนนอนเสื่อ(ฟูก)นะครับ

       ผู้สูงอายู หรืออายุยังไม่สูง ก็ควรไปโรงพยาบาลนะครับ

       เพราะการไปโรงพยาบาล ไม่จำเป็นต้องเจ็บป่วย ก็ไปได้ครับ  คือไปตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เราจะได้ไม่เจ็บป่วย หรือจะป่วย ก็จะพอมีเวลาแก้ไข รักษาเสียแต่เนิ่นๆ


       บางท่านไม่ค่อยอยากมาตรวจ ไปตรวจเอาตอนจะเกษียณ เจอโรคเพียบ ถึงตอนนั้นสวัสดิการก็ไม่มีแล้ว โรคภัยก็รุกลามไปมากแล้ว

       วันนี้ผมไปเยี่ยมคุณหมอมา (ที่จริงไปตามที่คุณหมอนัดน่ะครับ) ระหว่างนั่งรอคุณหมอ ก็เลยไปนั่งฟังดนตรีและเสียงอันไพเราะจากคุณจุฑารัตน์ คารวะ แผนกเวชศาสตร์ฯ ฝ่ายการแพทย์ ก็เลยได้รับทราบข่าวจากคุณจุฑารัตน์สองเรื่อง เรื่องแรกคือ ตั้งแต่วันพุธที่ 20 มิถุนายน ถึงวันพุธที่ 25 กรกฎาคม เป็นเวลา 6 พุธคุณจุฑารัตน์ ของดบริการเสียงเพลง เนื่องจากติดภาระงาน(แว่วว่าจะต้องเข้าคอร์สเพื่อเตรียมตัวเป็นระดับ 9 หรือไงนี่) เดี๋ยวแฟนเพลงจะเข้าใจผิดนึกว่าปิดกิจการ เอ๊ย เลิกให้ความบันเทิงไปแล้ว  สำหรับนักร้องประจำก็ถือว่าหยุดพักกล่องเสียงไปสักระยะหนึ่ง ถือว่าพักผ่อนลงพื้นที่เหมือนกับที่สภาผู้แทนฯที่เค้าปิดให้ สส.ไปลงพื้นที่ก็แล้วกัน

เรื่องที่สองคุณจุฑารัตน์ แจ้งว่าขณะนี้ที่ รพ.สามเสน ได้มีการติดตั้งเครื่องสลายนิ่ว ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูงไว้บริการพนักงานและอดีตพนักงานแล้ว โดยเฉพาะผู้เกษียณ ใครเป็นนิ่ว มาใช้บริการได้ จะได้ไม่ต้องไปเสียเงินข้างนอก และจะได้ไม่ต้องมานั่ง "หน้านิ่ว (คิ้วขมวด)" ใครเห็นอาจจะนึกว่าถูกเมียด่ามา.....ช่วยกันบอกต่อหน่อยแล้วกันครับ คุณจุฑารัตน์ท่านฝากมา (หรือถ้าหากคนอื่นเค้ารู้กันหมดแล้ว เหลือแต่ผมคนเดียวที่เพิ่งรู้ ก็ขออภัยด้วยครับ คนเกษียณข่าวคราวมันก็รู้ช้าหน่อย)

ต่อจากนั้นก็นั่งฟังเสียงเพลงเพราะๆจาก "พี่จะ" หรือพี่เบญจะ จิตต์ชื่นโชติ นักร้องขาประจำ และยังมีนักร้องอาสาท่านอื่นๆอีกหลายท่าน
เสียงดีๆกันทั้งนั้น เสียดายที่ผมไม่มีทักษะทางด้านนี้เลย เลยได้แต่ฟังอย่างเดียว ม่ายงั้นจะได้ทดสอบลูกคอแห้งๆเสียหน่อย

มีภาพประกอบมาฝากด้วยครับ ดูกันเพลินๆแล้วกัน























ที่นี่แหละครับ "ห้องสลายนิ่ว"

















หน้าห้องนี้แหละครับ เป็นที่พบปะสำหรับ สว.ทั้งหลาย เพราะท่านๆจะมาพบกันโดยมิได้นัดหมาย(ยกเว้นหมอ)


หมดแล้วครับสำหรับวันนี้

สวัสดีครับ





ห้องผ่าตัดเปิดแล้ว ท่านใดต้องการผ่าตัด เชิญเลยครับ !!!




++++++++++++++