ขำ ขื่น



ขำขำ  +  ขมขื่น  =  ขำขื่น





ยามมั่งมี     เพื่อนฝูง     มามุงแดก
ยามถังแตก  เพื่อนหมาหมา  พากันหนี
ยามกูรวย     ช่วยกิน     อย่างยินดี
ยามมึงมี     แอบแดก    กูแปลกใจ

(จาก Facebook ชมรมคนชอบฟัง สถานีวิทยุจราจรเพื่อสังคม)

******************




ที่สุดของความเสียดาย

คือ...ตายไปแล้ว    ยังใช้เงินไม่หมด

ที่สุดของความสลด

คือ...ใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย

(จาก Facebook สมาคมมุขขำขำ)

**********


          วันนี้มีกลอนมาฝากสองกลอนนะครับ  ลอกจากเฟซบุ๊คมาเช่นเคย ง่ายดี ไม่ต้องคิดเอง และถ้าใครจะด่าก็ไปด่าคนเขียน ก็เราไม่ได้เขียนนี่
          มีคนคอยอ่านบล็อกนี้อยู่บางคนที่คอยดูว่ามันจะด่ากูหรือพวกกูหรือเปล่า ก็ดี ทำให้ยอดคลิ๊กสูงขึ้น แสดงว่าคนอ่านมาก

          ที่ลอกมานี่เพราะเนื้อหาดูมันเข้ากับสังคมไทยดี ในกลุ่มเพื่อนฝูงก็มักจะมีคนประเภทนี้สักคนสองคน ไม่มากมายพอรับได้  สังคมชาติอื่นๆมันก็คงจะมีเหมือนกันแต่เราไม่รู้

          อันที่จริงมันก็เป็นกลอนตลกๆที่โดนใจคนมีเพื่อนมีฝูงทั้งหลาย  จริงๆก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับเพื่อนประเภทนี้หรอก แต่เป็นการเหน็บกันเล่นๆ  แหม..เวลาตั้งวงแล้วเพื่อนเดินเข้ามาขอร่วมด้วย ใครจะไล่ได้ลงคอ  แต่เวลามันมี แอบไปกินไม่เรียกเราเลย  มีเจ้าของร้านเหล้าบางคนบ่นให้ฟังว่า  "พี่..ดูซิ เวลามันไม่มีเงินมันมาเซ็นร้านผม แต่พอมันมีเงินมันไปแด..ร้านอื่น...." เออ..ไอ้คนอย่างงี้ก็มี

          เอาสั้นๆแล้วกัน ใครที่เกษียณตอนนี้มีเงินอูฟูอยู่ก็ทะนุถนอมเงินทองไว้หน่อย อย่าไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนัก  ถึงเวลาเราเงินหมดแล้วจะเจ็บใจที่ไม่มีใครเรียกเราไปกิน  แต่เพื่อนก็คงไม่เป็นอย่างนี้ไปทุกคนละครับ บอกแล้วไง กลอนเค้าเขียนเหน็บคนบางคนที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้นแหละ

          ส่วนกลอนที่สอง แสดงถึงนิสัยอันถาวรของคนบางคน  แสดงถึงความเห็นแก่ตัว(ขำขำ) คือกูได้เงินมาหรือกูมีเงินเท่าไหร่ กูต้องใช้ให้หมด ไม่คิดจะเหลือไว้ให้คนที่อยู่เลยนะ  พอจะตายขึ้นมายังบ่นเสียดายอีก คนอย่างนี้ลูกเมียน่าจะช่วยกันบีบจมูกให้ตายไปซะเร็วๆ

         ส่วนที่สุดของความสลด คือใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย ข้อนี้น่ะซีที่ผู้เกษียณที่ไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดเช่นทายาทตระกูลดังๆเขา พวกเรากลัวกันเหลือเกิน เงินหมดเมื่อไหร่แล้วยังไม่ตาย มันก็จะต้องไปเดือดร้อนลูกหลานกันเปล่าๆปลี้ๆ แก่แล้วจนด้วย นี่มันเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเป็นที่สุด  ก็ระมัดระวังการใช้จ่ายจัดงบประมาณกันให้ดีก็แล้วกัน ข้าวของแพงขึ้นทุกวัน ค่าของเงินมันก็น้อยลงๆ








สว้สดีครับ

ขอให้มีความสุขทุกท่านนะครับ



**********

คุยกับความเหงา



เอาความเหงามาแบ่งปัน



         ขึ้นหัวข้อมาอย่างนี้ หลายคนคงจะบอก "โอ๊ย ชั้นไม่เอาหรอกความเหงา ไม่ต้องมาแบ่งปันหรอก...กลัว  ถ้าเป็นเงินทองมาแบ่งปันนั่นคือสิ่งที่ชอบ มีเท่าไหร่ เอามาเลย ไม่ปฎิเสธ

         ใช่แล้วครับ ไม่มีใครชอบความเหงา แต่ทุกคนคงเคยพบกับมันมาแล้วไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ถ้ามันมาพบท่านในขณะที่จิตใจร่างกายของท่านแข็งแรง มีคนที่เป็นความรักความหวังเป็นพลังใจให้สู้ต่อไป ตอนนั้นท่านอาจทนสู้กับมันได้ เช่นคนที่ต้องจากบ้านจากลูกเมียไปทำงานเพื่อครอบครัวในที่ไกลๆ หรือในต่างแดน เมื่อยามค่ำคืนอาจนอนคิดถึงลูกคิดถึงเมียใจแทบขาด แต่จะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่ใช่เพื่อครอบครัว หรือคนหนุ่มสาวที่ต้องอยู่ห่างจากกันหรือคิดถึงกัน ก็จะเกิดความเหงาขึ้นมา นี่คือเหงาเพราะความรัก

          แต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง คนเหล่านี้จะเกิดความเหงาอันเนื่องมาจาก "กาลเวลา" คนเหล่านี้ในวัยหนุ่มสาวอาจจะไม่ค่อยพบกับความเหงามาเลยก็ได้ แต่เมื่อเวลามาถึง เวลาที่อายุล่วงเลยเข้าสู่วัยเกษียณและเดินไปสู่ความชรา สุขภาพร่างกายก็เริ่มอ่อนล้าลง จะทำอะไรก็ไม่คล่องแคล่วเหมือนคนหนุ่มสาว เพื่อนฝูงรอบข้างก็อยู่ในอาการเดียวกัน  ลูกหลานใกล้ตัวที่เคยเป็นเด็กเล็กมาคลอเคลียก็เริ่มเติบโตไปหาเพื่อนเล่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน   นี่แหละครับ ผมไม่ได้เอาความเหงามาแบ่งปันนะครับ แต่มันจะมาหาท่านเองโดยไม่ต้องเรียกหา

          สิ่งที่ทำให้ผมใช้เวลาไปกับมันมากที่สุดในวันหนึ่งๆ เพื่อหลีกนี้ความว่างเเปล่าในเวลานี้ก็คือคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะดู Facebook ดู Youtube หาเพลงที่ไม่มีขายฟัง อ่านข่าว(ที่เราพอใจอ่าน) ฯลฯ มีสารพัดที่เป็นความรู้และที่ไม่เป็นความรู้(แต่คนชอบดู) เขียนบล็อกนี่ก็เป็นงานอดิเรกของผมอย่างหนึ่ง คืออยากจะเขียนก็เขียน ไม่ต้องมี บ.ก.มาคอยตรวจสอบกลั่นกรองข้อเขียน เดี๋ยวนี้มีนักเขียนบล็อกเก่งๆมีความรู้มาเขียนบล็อกเป็นจำนวนมาก หาอ่านได้ไม่ยาก โดยเฉพาะข้อมูลลึกๆที่หนังสือพิมพ์ไม่กล้าลง(พวกนี้เขียนส่งไปหนังสือพิมพ์ มันก็ไม่ลงให้หรอก) ตอนนี้ผมเลิกรับหนังสือพิมพ์ทั้งรายวันรายสัปดาห์หมดแล้ว ไอ้พวกนี้แบ่งเป็นเหลืองเป็นแดง เป็นอะไรต่อมิอะไรด่ากันทุกวัน ยุประชาชนให้เกลียดชังกัน มันไม่ได้ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์แยกแยะถูกผิดเพื่อให้คนอ่านใช้วิจารณญาณของตนเองเหมือนสมัยก่อนแล้ว ไอ้นักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ที่เคยมีอุดมการณ์ เดี๊ยวนี้รวยแล้วก็เอากะเขา  ผมเอาเงินค่าหนังสือพิมพ์มาจ่ายค่าอินเตอร์เน็ต ใช้ได้ทั้งวันทั้งคืนเดือนละหกร้อยกว่าบาทเอง

          Facebook เป็นเรื่องเบาๆที่อ่านเพลินๆ เป็นข้อความสั้นๆ ทีคนหลากหลายแทบจะทุกเพศทุกวัย เริ่มตั้งแต่สิบกว่าขวบขึ้นไปเป็นผู้เขียน การอ่านสิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าแต่ละคนแต่ละวัยมีความคิดเป็นอย่างไร เรื่องนี้อาจจะเก็บไว้เขียนอีกต่างหาก วันนี้เรามาคุญกับความเหงาต่อดีกว่า

         รูปสุภาพสตรีสูงวัยที่มีดวงตาเหม่อลอยแสดงถึงความว้าเหว่หงอยเหงาที่อยู่เหนือบล็อกนี้ ผมได้มาจากเฟซบุ๊คหน้าของ คุณบุญครอง คันธฐากูร   โดยคุณบุญครองได้เขียนคำกลอนประกอบไว้ดังนี้

หาเพื่อนกิน นับเวลา เริ่มหายาก

ส่วนเพื่อนตาย  มีมาก ไม่อยากหา

หันหาเพื่อน ว้าเหว่ เปลี่ยวเอกา

เคยไปมา เคยหาสู่ ต้องอยู่เดียว

         มาสะดุดใจคำว่า "หาเพื่อนกินนับเวลาเริ่มหายาก" 
         สมัยเด็กๆเราจะมีคติเตือนใจกันว่า "เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก" เพื่อนตายในที่นี้หมายถึงเพื่อนที่ยินดีร่วมทุกข์ร่วมสุข ยินดีช่วยเหลือยามเพื่อนเดือดร้อน ฯลฯ แต่เมื่อสูงวัยขึ้นเรื่อยๆ มันชักจะเป็นตรงกันข้ามกันแล้ว คือเพื่อนกินจะหายากเข้าทุกที เพราะบางคนหมอห้าม บางคนเมียห้าม พวกเมียห้ามนี่หนุ่มๆก็ไม่ค่อยกลัว แต่พอแก่ๆไปไหนไม่ค่อยไหวแล้วจึงมาเริ่มกลัวเมีย ส่วนเพื่อนตายนั้น คือเพื่อนที่ตายจริงๆ คือไม่หายใจแล้วนั่นแหละ จะได้ข่าวอยู่เรื่อยๆ หนีไปสวรรค์กันทีละคนๆ นี่หละครับความเหงาเริ่มมาเยือน


         แต่สังคมไทยเรายังดีกว่าสังคมฝรั่งเยอะ สังคมไทยเป็นสังคมที่พ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายาย มักจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่ร่วมกัน บางทีมีคนสามรุ่นอยู่ในบ้านเดียวกัน บางคนมีลูกเต้าโตจนมีหลานจนพ่อปลดเกษียณแล้วลูกก็ยังอยู่ในบ้านเลย ยังอาศัยพ่ออยู่เลย (สงสัยรอเงินเกษียณของพ่อไปดาวน์บ้าน) ดังนั้นผู้สูงอายุของไทยจึงไม่ค่อยเหงาเท่าไหร่ บางบ้านอยู่กันเป็นสิบ คนในบ้านนี้ไม่เคยเหงากันเลย จนบางคนต้องออกมาตะโกนว่า "กูอยากอยู่อย่างเหงาๆบ้างโว้ย" 

          แต่คนรุ่นใหม่ๆต่อไปเริ่มเป็นสังคมเดี่ยวแบบฝรั่งเข้าไปทุกที คงจะพบปัญหานี้ในอนาคต

         พูดถึงฝรั่ง ดังเช่นสุภาพสตรีในภาพข้างบนนั้น ครอบครัวของฝรั่งเป็นครอบครัวเดี่ยว เมื่อลูกโตถึงวัยที่จะทำมาหากินได้แล้ว ก็จะออกจากบ้านไปมีบ้านของตัวเองมีครอบครัวอยู่แยกกันออกไป  และพวกฝรั่งมักไม่เป็นคนติดที่มักจะย้ายที่อยู่ไปหางานในที่ต่างๆ บางคนไปอยู่รัฐที่ไกลจากบ้านพ่อแม่ บางคนไปทำงานที่ประเทศอื่นไปเลย จึงมักจะไม่ค่อยกลับมาเยี่ยมพ่อแม่  พ่อแม่เมื่อถึงวัยปลดเกษียณก็จะอยู่กันตามลำพัง ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไป คนที่เหลือก็จะต้องใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังคนเดียว บางคนเคยบอกว่ามีลูกแต่ลูกไม่เคยมาเยี่ยมเลย ฝรั่งที่อยู่ตัวคนเดียวจึงมักไปนั่งตามสวนสาธารณะ หรือตามห้างสรรพสินค้าเพื่อมีโอกาสทักทายพูดคุยกับผู้คนเพื่อคลายเหงา  ตามสถิติแจ้งว่าช่วงวันคริสต์มาสหรือช่วงปีใหม่ ช่วงนี้จะมีผู้สูงอายุเสียชีวิตเนื่องจากการฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก อาจจะเป็นเพราะว่าวันคริสต์มาสหรือวันปีใหม่เป็นวันที่ครอบครัวเคยอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาสนุกสนานเฮฮากัน แต่เมื่อถึงวันนี้ต้องมานั่งเดียวดายมีแต่ความเงียบ ความหนาว ท่ามกลางหิมะตก มีแสงไฟรอมแรม จึงอาจทำให้ผู้สูงอายุบางคนคิดถึงความหลัง คิดถึงลูกถึงหลานจนทนกับสภาพเช่นนี้ไม่ได้


          ท่านผู้เกษียณที่หลังจากนี้จะต้องพักผ่อนจากงานการในหน้าที่ที่ทำอยู่ มานอนลูบพุงอยู่บ้าน ท่านก็คิดหางานอดิเรกที่ท่านชอบท่านรัก ทำไปเพื่อคลายเหงาตามความถนัดของท่าน ใครที่ชอบใช้คอมพิวเตอร์ก็เชิญมาคุยกับผมได้ หรือจะลองเปิด Facebook เพื่อคลายเหงาก็คุยกันได้ สำหรับผมก็ไม่มีอาชีพพิเศษใดๆ มีคนชวนไปทำอะไร ดูสภาพร่างกายแล้ว เมียบอกไม่ต้องไปทำหรอกเดี๋ยวจะตายเสียก่อน  ตอนนี้ก็มีหนังสือกับคอมพิวเตอร์นี่แหละเป็นเพื่อน  เมื่อสองปีก่อน ไอแพดเพิ่งเข้ามาในไทย ลูกสาวก็ซื้อให้เครื่องนึง เออ..มันนอนอ่านสบายดีจัง ง่วงหลับไปมันก็ปิดของมันเอง ไม่ต้องมานั่งรอชัตดงชัตดาวให้เสียเวลา
ลูกสาวมาเยี่ยมปีนี้ หลานซึ่งโตพอสมควรและเคยเล่น gadget มาหลายอย่างแล้ว เดิมเคยเล่นเกมนินเทนโด้อยู่ แม่ใจดีซื้อนิวไอแพดให้เครื่องนึง เดิมเคยเล่นของตาอยู่ ตอนนี้เอามาคืน บอกของตารุ่นเก่าล้าสมัย กล้องก็ไม่มีเขาไม่เล่นแล้ว นี่แหละครับเด็กสมัยนี้เก่งจริงๆ เราซื้อมายังลองเล่นอยู่ตั้งนานกว่าจะเป็น เด็กๆนี่เปิดเครื่องส่งไปให้ แป๊บเดียวเล่นเกมปร๋อไปเลย  ตาเลยคุยโม้ว่าตามีของอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วอยากเห็น ThaiPad ที่ตาเคยใช้ไหม จะให้ลองใช้ดู ถามว่าทำยังไง ก็สอนวิธีเขียนให้ดู ตามรูปข้างล่างนี่แหละครับ เขียนเล่นสักพักก็คืน บอกรู้แล้วโน๊ตบุ๊คของตา

          วันนี้ วันที่ 11 กันยายน วันที่กำลังเขียน(พิมพ์)อยู่นี้ เป็นวันตรงกับวันเกิดของหลานคนเดียวของผม ซึ่งถ้าอยู่เมืองไทยก็คงได้ฉลองวันเกิดกันอย่างครื้นเครง แต่เขาต้องกลับไปเรียนหนังสือ ซึ่งเพิ่งเปิดเทอม เป็นธรรมดา ตากับยายก็ต้องคิดถึงวันนี้ ก็ขอส่งใจอวยพรให้หลานจัสมินมีสุขภาพกายสุขภาพจิตสมบูรณ์แข็งแรงมีสติปัญญาในการเรียนมีความพร้อมในการเติบโตเป็นเด็กที่ดีในอนาคตต่อไปอย่างมีความสุข

          ชักจะเหงาขึ้นมาแล้วซี
          นี่แหละครับ คงจะเป็นไปตามหัวเรื่องที่ว่า "เอาความเหงามาแบ่งปัน"    
          หลานมาเยี่ยม ก็หายเหงาไปชั่วขณะ
          หลานกลับไปแล้ว ตอนนี้ก็ต้องปรับชีวิตประจำวันกันใหม่
          ขออวดรูปหลานในวันคล้ายวันเกิดหน่อยนะครับ
        


 

นี่แหละครับ ThaiPad ของคุณตา



ระหว่างนั่งรอเครื่องบินที่สุวรรณภูมิ
มีเพื่อนชาวต่างประเทศสนใจไอแพด




โชว์ iPad ของตัวเอง



เรื่องของความเหงาก็มีเท่านี้แหละครับ
วันนี้อาจมีเรื่องส่วนตัวมาปนบ้างนิดหน่อย
เขียนไปเขียนมา ความเหงามันลากไป ขออภัยด้วยนะครับ


สุดท้ายขอขอบคุณภาพและคำกลอนที่คัดลอกมาจาก
Facebook ของคุณบุญครอง คันธฐากูร ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ





สวัสดีครับ
ขอให้ท่านที่เกษียณทุกท่านโชคดีกับชีวิตใหม่นะครับ


**********







อาลัยแต่....



ไว้อาลัยแด่
คุณกัญจนา แย้มอุบล



         คุณกัญจนา แย้มอุบล เป็นกรรมการของชมรมผู้เกษียณ ชสอฟ. 1 ใน 15 ท่าน
         คุณกัจณาได้เข้าร่วมงานกับชมรมฯภายหลังจากเกษียณฯแล้วระยะเวลาหนึ่ง คุณกัญจนาเป็นกรรมการที่ขยันขันแข็ง ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่และช่วยปรับปรุงระบบงานที่รับผิดชอบอย่างตั้งอกตั้งใจจนเพื่อนคณะกรรมการหวังว่าจะเป็นตัวหลักสำคัญในการทำงานคนหนึ่งต่อไป

         หลังจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้คุณกัญจนาได้แจ้งให้ทราบว่าไม่ค่อยสบาย ขอลาพักไปรักษาตัวระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเพื่อนกรรมการก็ขอให้หายเร็วๆ จะได้กลับมาร่วมงานกันใหม่  แต่ต่อมาก็ได้ทราบว่าคุณกัญจนา ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555 และได้ฌาปกิจศพไปแล้วเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555  ณ วัดบางไผ่  ถนนบางกรวย-ไทรน้อย อำเเภอบางบัวทอง ซึ่งประธานชมรมฯและกรรมการบางท่านได้ไปร่วมวางหรีดและเคารพศพด้วยแล้ว

         ในฐานะกรรมการชมรมฯและฐานะผู้เกษียณด้วยกัน ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยแด่คุณกัญจนา แย้มอุบล มา ณ ที่นี้ และขอให้บุญกุศลที่คุณกัญจนาได้สร้างไว้จงส่งผลให้ดวงวิญญาณของคุณกัญจนาได้สู่สรวงสวรรค์ด้วยเทอญ

********

          ต้องขออภัยเพื่อนสมาชิกด้วยครับ ที่รายงานข่าวชิ้นนี้มาล่าช้ามาก เนื่องจากผมก็ป่วยเหมือนกันและไม่ได้เข้าประชุม ทั้งกรรมการท่านอื่นก็ไม่ได้แจ้งให้ทราบ มาทราบเอาก็วันมาประชุมวันที่ 5 กันยายนนี่แหละครับ จึงได้หาข้อมูลมารายงานให้ทราบกัน

         ความไม่แน่นอนของชีวิต  ดูซิครับเห็นกันอยู่ดีๆ ปุบปับเพื่อนเราก็มาเสียชีวิตไปเสียแล้ว  อะไรมันไม่แน่นอน วันนี้คุยกันอยู่ดีๆ พรุ่งนี้อาจจะจากกันไปแล้ว คำพระท่านว่าอย่าประมาท ดังนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็จงทำแต่ความดีไว้ ให้เพื่อนฝูงรักใคร่ให้ครอบครัวรักใคร่ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสขอโทษใครได้อีกหรือไม่  หลังจากเกษียณมานี่ก็ได้ข่าวการเสียชีวิตของญาติมิตรเพื่อนฝูงหรือบุคคลที่รู้จักมาเรื่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะมาถึงตัวเรา ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพจิต สุขภาพกายให้มั่นคงสมบูรณ์ไว้เพื่อมีชีวิตที่มีความสุขอายุยืนยาวต่อไปนานๆนะครับ



******


ห้องประชุมใหม่





ห้องประชุมใหม่





          เมื่อวันพุธที่ 5 กันยายน 2555 ชมรมผู้เกษียณ ชสอฟ. มีนัดประชุมตามวาระประจำเดือนเป็นปรกติ แต่ที่ไม่ปรกติก็คือห้องประชุมเดิมที่ชั้น 4 ของสหภาพฯสหกรณ์ฯ ห้องเล็กที่ ชสอฟ. ขอใช้ในการประชุมประจำเดือนตลอดมานั้นได้ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงานไปเสียแล้ว  แต่ทางสหกรณ์ก็ได้อนุญาตให้ไปใช้ห้องประชุมที่จัดทำตกแต่งขึ้นใหม่ที่ชั้น 5 อาคารสหกรณ์(ตึกหลัง) ก็ถือเป็นการ Upgrade จาก 4 เป็น 5 โดยไม่ต้องสอบและเป็นส่งเสริมการออกกำลังกายตามนโยบายของ สสส. เพื่อให้กรรมการ ชสอฟ. แต่ละท่านแข็งแรงไปในตัว รวมทั้งเป็นการทดสอบพละกำลังว่าแต่ละท่านยังมีสุขภาพและร่างกายแข็งแรง เหมาะสมที่จะทำหน้าที่เป็นกรรมการรับใช้มวลสมาชิกต่อไปหรือไม่


ท่านประธานนั่งเด่นเป็นสง่า อุปกรณ์ไฮเเทคเพียบ


         ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ในฐานะที่ ชสอฟ.ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง มีแต่ตัวกับหัว....ใจ    เราต้องขอความอนุเคราะห์จากผู้อื่นทั้งนั้น จะอย่างไรเราก็ยินดีรับเสมอ  จากชั้น 1 ไปชั้น 5 เดินช้าๆ หายใจลึกๆ ถึงห้องประชุมแล้วอย่าเพิ่งคุย นั่งสูดอากาศให้เต็มปอดสักพักก็คงอยู่รอดปลอดภัยได้หรอก ถ้ามารถเมล์ เดินมาใกลก็นั่งพักที่ชั้นล่างให้หายเหนื่อเสียก่อนค่อยขึ้นไป ดีแล้วที่ยังมีห้องให้ประชุม



เก้าอี้ยังไม่แกะพลาสติกเลยครับ












         ก็ต้องขอขอบคุณสหกรณ์ครับ ที่นอกจากให้งบประมาณในการดำเนินการแล้ว ก็ยังอนุเคราะห์เรื่องห้องประชุมให้อีกด้วย การทำงานของ ชสอฟ.นี่ก็เป็นการทำงานเพื่อสมาชิกเหมือนกันแหละครับ แต่เป็นสมาชิกเกษียณแล้ว ไม่มีปากมีเสียง ชสอฟ.ทำได้แค่กำลังกายและทุนทรัพย์จะอำนวย อาจถือได้ว่าเป็นบริการเสริมจากสหกรณ์สำหรับผู้เกษียณอีกทางหนึ่ง จากการที่เราต้องรอรับความ "อนุเคราะห์" สถานเดียวจึงไม่ทราบว่า ชสอฟ.จะมีโอกาสใช้ห้องประชุมนี้ในคราวต่อไปอีกหรือไม่ เพราะทราบว่าทั้งสหกรณ์ฯและสหภาพฯมีวาระการประชุมเพียบ (ยินดีด้วยกับสมาชิกทั้งสององค์กรนะครับ ที่กรรมการที่ท่านเลือกตั้งขยันทำงานกันอย่างจริงจัง)







ห้องกว้างขวางสะอาดสะอ้าน แต่ห้องน้ำต้องลงมาชั้น 4 พวก "ลูกหมาก" ไม่ดี ต้องขยันเดินหน่อย (สว.ขี้บ่น)




          ในเมื่อเราก็ยังไม่ทราบว่าครั้งต่อไปเราจะยังได้มาประชุมห้องนี้อีกหรือไม่  และห้องนี้ก็เป็นห้องใหม่เอี่ยมกว้างขวางสะอาดสะอ้านเหมาะสมกับผู้เข้าประชุมประมาณ 20 ท่านหรือมากกว่า.......
          จากการที่เราคุ้นเคยกับการได้เห็นแต่ของเก่าๆเหี่ยวๆ เมื่อมาเจอของใหม่ๆซิงๆจึงตื่นเต้นเป็นธรรมดาโดยไม่ต้องใช้ไวอาก้า  เลยต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย  รวมถึงเป็นการเผยแพร่ให้สมาชิกสหกรณ์ฯสหภาพฯได้ทราบว่าองค์กรที่ท่านเป็นสมาชิกอยู่มีความก้าวหน้าไปอย่างไร เพื่อความภูมใจ


*****

อย่าลืมนะครับ
ท่านที่เกษียณในปีนี้ อย่าลืมสมัครเป็นสมาชิก
ชมรมผู้เกษียณ ของสหกรณ์ ชสอฟ. นะครับ
เราจะมีกรรมการไปแจกใบสมัครให้ท่าน
ในงานเลี้ยงของสหกรณ์ฯและสหภาพฯ ที่เขาใหญ่




 
เจอกันที่เขาใหญ่น้าค้า....

^^^^^^^

สำหรับผู้ที่มี Face book
ไป Add คุยกันได้ที่
สองวัย ใจตรงกัน
นะครับ

หรือ
คลิกที่คำว่า ชุมชน คนเกษียณ
ที่มุมซ้ายบนสุดของหน้า Blog นี้ได้เลย


**********

กำหนดการงานเลี้ยงผู้เกษียณฯ







กำหนดการงานเลี้ยงสมาชิกเกษียณฯ

"เกษียณหรรษา สภฟ. และ สอฟ. ปี 2555"






ขอให้เพื่อนๆพักผ่อนอย่างมีความสุขทุกท่านนะครับ
โอกาสที่จะพบปะพร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้คงจะหายากแล้ว

^^^^^^^^




ขอขอบคุณสำหรับหนังสือเชิญเข้าร่วมงาน

จากคุณประจวบ คงเป็นสุข
ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง





*************

เพื่อนใหม่



"เพื่อนใหม่"





          เมื่อผมเกษียณ(ก่อนกำหนด)มาใหม่ๆ ก็ได้หาซื้อหนังสือคำแนะนำการใช้ชีวิตหลังเกษียณมาหลายเล่ม มีทั้งการทำงานพิเศษหรืองานอดิเรกหลังเกษียณ การบริหารทางการเงิน การรักษาสุขภาพผู้สูงอายุ ฯลฯ รวมทั้งหนังสือเล่มนี้คือ "แสนสุข หลังเกษียณ" ซึ่งมีหัวข้อแนะนำการใช้ชีวิตหลังเกษียณที่เป็นแง่คิดที่เป็นประโยชน์เป็นจำนวนมาก

        ในคำแนะนำต่างๆเหล่านั้น มีอยู่ข้อหนึ่งแนะนำว่า..."อย่าอยู่อย่างเดียวดาย...ไม่มีอะไรเศร้ามากกว่าการใช้ชีวิตอยู่อย่างเดียวดาย อย่างน้อยที่สุดก็ควรมีเพื่อนสักคนหนึ่งเพื่อจะได้พูดคุยกัน และก็ควรสร้างเพื่อนใหม่ให้เพิ่มขึ้น"

        "เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่เมื่อคุณเกษียณอายุแล้วต้องอยู่อย่างเดียวดาย คุณอาจรู้สึกว่าคุณยังมีเพื่อนอยู่เป็นจำนวนมาก  และยังมีชีวิตทางสังคมเช่นเดิม แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป"

        สองประโยคข้างบนคือคำแนะนำของหนังสือเล่มนี้ และก็ไม่ได้แนะนำว่าทำไมถึงต้องหาเพื่อนใหม่ ก็ในเมื่อเราก็ยังมีเพื่อนอีกเยอะแยะ

        แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆเข้าสักพัก เราจึงเห็นว่าคำแนะนำในหนังสือเล่มนี้ถูกต้องแล้วละครับ เพราะอะไรน่ะหรือ

        ก็เพราะเพื่อนที่เรามีอยู่ มีทั้งเพื่อนต่างวัยและเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนร่วมงาน เมื่อเรายังทำงานอยู่ โอกาสที่จะพบปะพูดคุยกันก็มีมาก เพราะเจอกันทุกวัน พอเราเกษียณหรือเพื่อนเราเกษียณ โอกาสที่จะเจอะเจอกันก็น้อยลง เพื่อนต่างวัยที่เป็นรุ่นน้อง เค้าก็ติดภาระหน้าที่การงานที่จะต้องดำเนินต่อไปเพื่อความก้าวหน้า โอกาสที่จะพบปะพูดคุยกันก็น้อยลงทุกที ส่วนเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกันก็ปรับสภาพชีวิตประจำวันไปตามถนัดของแต่ละคน บางคนมีที่ดิน ก็ไปปลูกต้นไม้ใบหญ้า บางคนมีร้านค้าเล็กๆน้อยๆก็จะอยู่ช่วยดูแลไป บางคนมีหลานก็จะมีเวลาว่างช่วยดูแล ช่วยพาไปส่งโรงเรียน บางคนชอบเลี้ยงนกเลี้ยงปลา ก็จะถือโอกาสนี้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบเหล่านี้เป็นต้น

        ดังนั้นเพื่อนๆที่เรามีอยู่จึงห่างเหินไปด้วยประการฉะนี้แล

        ความเดียวดายจึงเข้ามาเยือนเรา ตามที่หนังสือเล่มนี้ว่าไว้และแนะนำให้เราหาเพื่อนใหม่ ผมจึงเริ่มเข้าใจ

        เพื่อนใหม่ที่ว่านี้ ก็คงไม่ต้องเป็นเพื่อนที่ลึกซึ้งอะไร อาจจะคบกันแบบเผินๆ เพียงเพื่อจะทักทายกันบางเวลา เช่นเพื่อนที่สวนสาธารณะที่เราไปออกกำลังกาย เพื่อนที่ร้านหนังสือ เพื่อนที่ชอบงานอดิเรกเหมือนๆกัน หรือเพื่อนบ้านที่สมัยยังทำงานอยู่ไม่เคยได้เห็นหน้ากันเลย ก็อาจจะมาเห็นกันตอนเกษียณนี่แหละ ด้วยเหตุนี้ในต่างประเทศเขาจึงจัดให้มีม้านั่งตามสวนสาธารณ ที่สาธารณะ ตามห้าง เพื่อให้คนแก่ไปนั่ง คอยเซเฮลโหล หรือมอนิ่งๆกับผู้คนที่เดินผ่านไปมา(แต่ห้างไทยงกม้านั่ง ไม่คอยจะมี หรือมีก็จะมียามหรือแม่บ้านมานั่งเสียเอง)

        เกษียณปีนี้ ผมก็ขอแนะนำน้องใหม่ตามนี้ก็แล้วกัน ใครจะถนัดอย่างไรก็ลองดู สำหรับผมที่ดินไม่มีที่จะไปปลูกต้นไม้ใบหญ้ากะเขา ธุรกิจอะไรก็ไม่มี งานพิเศษไม่มี มีหลานอยู่คนเดียวก็อยู่ต่างประเทศ ปีหนึ่งก็มาเยี่ยมกันครั้งนึง งานถนัดของผมก็คืออ่านหนังสือ เมื่ออ่านมากๆก็เก็บไว้ไม่ไหวก็ต้องเอามาเขียน เขียนดีก็ดีไป เขียนไม่ถูกใจใครบางคนก็ถูกด่า บางที่การมีเพื่อนเยอะๆมันก็ไม่ใช่จะดีนัก ถ้ามีทางเชิงปริมาณ ไม่ใช่เชิงคุณภาพ มาถึงวันนี้ก็ชักไม่อยากจะมีเพื่อนเยอะๆแล้ว เพราะสมัยนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเพื่อนเป็นมนุษย์ก็ได้ คุยกับคอมพิวเตอร์ คุยกับเฟซบุ๊ค คุยฝ่ายเดียวสบายใจ ใครเขียนอะไรที่เราไม่ชอบก็ไม่ต้องไปอ่านมัน  วันๆก็ทักทายเพื่อนใหม่เท่าที่มีโอกาสพบกันตามมารยาทตามสถานที่ที่เราไป บางทีการอยู่อย่างเดียวดายห่างจากเพื่อนที่เป็นมนุษย์เสียบ้างอาจจะมีความสุขกว่าก็ได้ นี่พูดถึงผู้เกษียณแล้วนะ คนที่ยังทำงานอยู่คงทำอย่างนี้ไมได้

         เคยมีคำพูดที่ว่า " มีเพื่อนร้อยคนก็น้อยไป มีศัตรูคนเดียวก็มากไป" ตอนนี้อยากจะเปลี่ยนเป็น "มีเพื่อนที่รู้ใจสักคนได้ไหม และขออย่าได้มีศัตรูเลย"

        บางทีเราอาจไม่รู้ว่าเพื่อนที่รู้ใจเราจริงๆแล้ว นอนอยู่ข้างๆเรามาตลอด แต่เราอาจละเลยมองไม่เห็น เปรียบเหมือนคำพูดที่ว่า "ใกล้เกลือ กินด่าง" กว่าจะเห็นคุณค่าของเกลือก็หง่อมพอดี ดีนะที่เป็น "เกลือ" เลยไม่เน่า...


สุดท้ายมีรูปมาฝาก




ขอขอบคุณเจ้าของภาพนี้ด้วยครับ (ไม่ทราบชื่อ)








**************
เรียนเพื่อนๆผู้เกษียณ
เนื่องจากผมได้รับการติดต่อจากท่านที่เข้ามาโพสท์หาเพื่อน และได้ให้ที่ติดต่อไว้ มีความประสงค์จะลบข้อความดังกล่าว แต่ไม่สามารถลบด้วยตนเองได้ จึงได้ติดต่อมาที่ผมเพื่อให้ผมช่วยลบให้ ที่ผ่านมาก็มีอยู่หลายราย ผมจึงคิดว่า เมื่อเวลาผ่านไป บางท่านอาจจะไม่มีความประสงค์ดังกล่าวแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนจากผู้ติดต่อ ผมจึงคิดว่าผมจะขออนุญาตลบข้อความที่โพสท์ก่อนปี 2562 ที่ระบุที่ติดต่อไว้ออกให้หมด ยกเว้นโพสท์ที่แสดงเฉพาะความคิดเห็นที่ยังคงอยู่ และต่อไปนี้ผมก็จะไล่ลบไปเรื่อยจนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2562 หลังจากวันนี้แล้วท่านที่มีความประสงค์ที่จะโพสท์ที่ติดต่อของท่าน ขอโปรดได้ใช้วิจารณาญาญของท่านให้ดี เพราะการให้ชื่อให้ที่ติดต่อของท่านในที่สาธาณะ อาจจะมีผู้ไม่ประสงค์ดี ทำให้ท่านเดือดร้อนรำคาญได้  สำหรับท่านที่ถูกผมลบข้อความไป หากยังมีความประสงค์จะคงชื่อไว้ ขอให้ท่านโพสท์ใหม่หลังจากวันที่ 10 ตุลาคนนี้
.
สำหรับท่านที่ต้องการแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็สามารถกระทำได้เหมือนเดิม  
.
ผมคงจะต้องเขึยนเรื่อง "เพื่อน" อีกครั้ง หลังจากที่ได้อ่านทรรศนะต่างๆของเพื่อนที่นี่แล้ว
.
ขอให้ทุกท่านโชคดี สุขภาพแข็งแรงนะครับ...
7 ตุลาคม 2562

*********
ท่านที่ต้องการลบเบอร์โทรศัพท์ที่ท่านโพสท์ไว้เพื่อการติดต่อ
แล้วลบเองไม่ได้ โปรดแจ้งรายละเอียดไปทีอีเมล์ bhisdarl@gmail.com
(แจ้งวันที่โพสท์ - หมายเลขโทรศัพท์ - ชื่อผู้แจ้ง )
และโปรดแจ้งโพสท์ที่ไม่สุภาพ เจตนาในทางไม่ดี

******

เรียนท่านที่ต้องการมีเพื่อนโดยการให้ข้อมูลในการคติดต่อ หากท่านไม่แน่ใจ ท่านยังไม่ควรให้เบอร์โทรฯไว้ เพราะการให้เบอร์โทรฯ ถ้าเจอคนไม่สุภาพ ท่านอาจถูกรบกวนโดยหลีกเลี่ยงได้ยาก  ท่านควรติดต่อโดยวิธีอื่นก่อน หากมั่นใจที่จะคบกันแล้วค่อยให้เบอร์ภายหลัง  หากมีคำแนะนำใดๆ เชิญพูดคุยกันได้ครับ


********



ยินดีต้อนรับผู้เกษียณ ปี 2555





          เมื่อเยาว์วัย เราอยากจะโตเร็วๆ เพื่อจะได้เที่ยวเล่น ทำอะไรได้เป็นอิสระมากขึ้น แต่ดูเวลามันช่างเชื่องช้าเสียจริงๆ กว่าจะผ่านไปแต่ละปี คอยดูกระจกดูความเปลี่ยนแปลงของหน้าตาอยู่ตลอดเวลาว่าใกล้จะเป็นผู้ใหญ่กับเขาหรือยัง

        แต่เมื่อผ่านวัยกลางคนไปแล้ว เวลามันดูเหมือนจะผ่านไปด้วยความรวดเร็วเสียเหลือเกิน บางคนเริ่มต้นด้วยการมีผมหงอกแซมมาให้เห็นเพียงเส้นสองเส้น เผลอเดี๋ยวเดียว ไม่กีปี มันก็จะเพิ่มขึ้นด้วยความรวดเร็ว บางคนผมเคยดกดำ มันก็จะค่อยบางเบาร่วงหล่นลงทุกวันๆ  สายตาที่เคยแจ่มใสชัดเจน ตอนนี้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ก็จะต้องเหยียดแขนที่ถือหนังสือห่างไกลตัวออกไปทุกที....

        ช่วงนี้แหละที่เวลาดูเหมือนมันจะวิ่งผ่านไปด้วยความรวดเร็ว ส่องกระจกดูสภาพตัวเองทีไร  รู้สึกว่าจะพบกับความเปลี่ยนแปลงทุกครั้งไป  ไม่เหมือนเมื่อตอนวัยเด็ก วัยรุ่น ส่องกระจกทีไรก็เห็นแต่ความเติบโต เห็นแต่ความเต่งตึง เด็กผู้ขายก็เริ่มมีหนวดมีเครามีกล้ามเนื้อมีฃิกแพ็ก เด็กผู้หญิงก็เริ่มมีอกมีเอวมีโค้งมีเว้าตามสรีระของผู้หญิง.....เมื่อเราส่องกระจกตอนนี้ หนวดเคราที่เคยเขียวครึ้ม ตอนนี้มันจะหรอมแหรม มีหงอกบ้างมากน้อยแตกต่างกันไป เอวที่เคยมีไว้รัดเข็มขัดก็ไม่รู้หายไปไหน ไอ้ซิกแพ็คที่เคยมี มันเปลี่ยนเป็นฃิกอินวัน คือมันไปรวมกันเหลือแพ็คเดียวโดดๆฃะนี่ ตามอย่างที่โฆษณาสินค้าเดี๋ยวนี้เลย แถมเป็นแพ็คใหญ่(ที่ไม่พึงประสงค์)เสียด้วย

        นี่แหละครับเขาเรียกว่าสังขาร   กาลเวลามันเดินไป ร่างกายเราก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

        เผลอแพลบเดี๋ยวก็จะถึงเดือนกันยาฯอีกแล้ว เดือนที่ผู้ที่มีอายุหกสิบปี หรือเกินกว่านั้นไม่เกินหนึ่งปี จะได้รับการพักผ่อนตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ก็ถือว่าเป็นการยุติบทบาทในหน้าที่การงานที่แต่ละคนรับผิดชอบอยู่
ต่อไปนี้ใครมีงานอดิเรกอะไรหรือมีอาชีพส่วนตัวอะไร ก็รับผิดชอบไปตามนั้น ชีวิตประจำวันก็จะต้องจัดการกันใหม่ วันๆจะทำอะไรบ้าง ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

        สิ่งสำคัญที่ผู้เกษียณจะต้องคำนึงถึงต่อไปนี้ก็คือ สุขภาพกับเงินที่จะต้องใช้เลี้ยงชีพยามเราไม่มีรายได้แล้ว ถ้าสุขภาพดีและมีเงินที่จะใช้ยังชีพไปตลอดชีวิต แค่นี้ก็เป็นหลักประกันว่าเราสามารถอยู่อย่างไม่ลำบากทุกข์ร้อนนัก ถ้ามีมากหน่อยก็สะดวกสบายหน่อยกินดีอยู่ดีหน่อย ถ้ามีน้อยก็ระมัดระวังใช้จ่ายอย่างประหยัดหน่อย คิดว่าก็คงอยู่ได้อย่างมีความสุขตามอัตภาพ  ในภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบันนี้ ค่าของเงินมันมีความเสี่ยงในการลดค่าลงตามภาวะเงินเฟื้อสูงมาก นโยบายประชานิยมก็มีส่วนทำให้เงินเฟื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ(เงินออกมาสู่ตลาดมากขึ้น ค่าของเงินก็จะตกลง) เงินพันบาทในวันนี้ อีกสิบปีข้างหน้าจะเหลือเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อัตราดอกเบี้ยที่เรารับจากสหกรณ์ฯก็เพียงแต่ประคองให้สูสีกับอัตราเงินเฟื้อเท่านั้น ดังนั้นดอกเบี้ยที่เรารับมาก็เพียงช่วยประคองไม่ให้เงินของเราลดค่าถดถอยไปกว่าเดิมเท่านั้น

        ก็ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆน้องๆที่จะได้หยุดพักกายใจกันเสียทีในปีนี้ ได้ปลดปล่อยภาระที่ผ่านมา ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดี แข็งแรง มีเงินใช้ไร้โรคาทุกท่านครับ ท่านที่กำลังเดินสายรับเลี้ยงอำลาอาลัยกัน ก็ระมัดระวังสุขภาพหน่อยนะครับ หลังจากนี้ไปเจ็บป่วยขึ้นมา ไฟฟ้าไม่จ่ายให้แล้วนะครับ

        ลากันวันนี้ด้วยภาพที่นำมาจากเฟฃบุค ลองอ่านดูครับ....
        ผมว่าข้อแรกไม่ค่อยน่ากลัวหรอกครับ  อย่างน้อยลูกหลานก็ยังได้รับไป  ข้อหลังนี่สิ ขออย่าได้เจอเลย จะโดนลูกหลานไล่ส่งซ้ำซะอีกน่ะซี












^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

ท่านที่ใช้เฟซบุค ไปแอดกันได้นะครับที่ สองวัย ใจตรงกัน

หรือคลิ๊กที่คำว่า ชุมชน คนเกษียณ บนสุดซ้ายมือของหน้าที่ท่านอ่านอยู่นี่ได้เลยครับ

*********