สหกรณ์ : ค่าจูงใจ


"ค่าจูงใจ"



ไป..ลูก..รีบไปเลือกตั้้งกรรมการสหกรณ์กัน...



เชื่อว่าผู้ที่ติดตามอ่านบล็อกนี้ คงจะมีเกินครี่งละครับที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ สำหรับผม เวลาไปไหนมีโอกาสได้พบเจอคนที่รู้จักก็มักจะมีการพูดคุยสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับสหกรณ์ฯ มีข้อเสนอแนะฝากไปยังกรรมการสหกรณ์ฯ  ซึ่งหลังๆนี้ผมก็มักจะต้องชี้แจงว่าผมได้ห่างเหินสหกรณ์มานานพอสมควรแล้ว เพียงอยู่ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นถ้าท่านมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ ก็สมควรที่จะเสนอต่อกรรมการสหกรณ์ได้โดยตรงในฐานะสมาชิก ส่วนผมเป็นเพียงสมาชิก"คงสภาพ" คือเขายังให้ "คงสภาพ" อยู่ได้ก็นับว่าเป็นบุญเป็นกุศลแล้ว จึงมิบังอาจไปเสนอแนะท่านกรรมการที่แต่ละท่านมีความรู้ความสามารถล้นเหลือกันทั้งนั้น อันอาจจะไปสร้างความรำคาญให้ท่านได้

แต่ในฐานะที่สหกรณ์เป็นที่พักพิงที่เดียวที่ผมมีอยู่ จนกว่าเงินที่มีอยู่เล็กน้อยค่อยๆร่อยหรอหมดไป เมื่อถึงเวลานั้น ถ้ายังไม่ตายจากกัน ผมก็คงต้องกล่าวลาสหกรณ์ที่ผมเป็นสมาชิกได้พึ่งพาอาศัยมาตลอดชีวิตการทำงานจนกระทั่งถึงบัดนี้ แต่ผมก็ได้ตอบแทนให้สหกรณ์ในรูปของดอกเบี้ย เพื่อเป็นการตอบแทนผู้เป็นเจ้าของเงินที่นำเงินมาให้เราได้มีโอกาสสร้างบ้านสร้างครอบครัวให้มีชีวิตที่ดีขึ้น...ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้ให้ความสนใจบ้างในความเคลื่อนไหว ความเป็นไปในแวดวงของสหกรณ์ต่างๆ

เช่นเมื่อเร็วๆนี้ ก็มีข่าวสหกรณ์ยูเนี่ยนมีปัญหาในการปล่อยกู้ และก็ทราบมาว่าสหกรณ์ยูเนี่ยนให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูง ก็ไม่ทราบว่าพวกเราๆมีใครนำเงินไปให้สหกรณ์ยูเนี่ยนกู้กันบ้างหรือไม่ 

และก็บังเอิญเมื่อวันสองวันนี้ได้อ่านข่าวการแจกเงินผู้มาเลือกตั้งจากเว็บของหนังสือพิมพ์ "ไทยโพสท์" วันที่ 9 ตุลาคม 2556 ซึ่งพาดหัวข่าวเสียดูตื่นเต้น ก็เลยนึกขำว่าถ้าผู้สื่อข่าวมาทำข่าวการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์ของ สอฟ. คงจะตื่นเต้นยิ่งกว่านี้...ก็เลยขออนุญาต "ไทยโพสท์" คัดลอกข่าวนี้มาให้อ่านกันเล่นๆเป็นความรู้(ทั่วไป) กัน ณ ที่นี้นะครับ


ที่เดียวในโลก จ้างหัวละพัน! มาลงคะแนน




พิลึก! เลือกตั้งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูพิจิตรแจก

เงินสดๆ ให้ผู้มาลงคะแนนคนละ 1 พันบาท   เบ็ดเสร็จ  

8.2 ล้านบาท ผู้จัดการสหกรณ์ฯ เผยเป็นเงินของ

สมาชิก มาจากกำไรการบริหาร จ่ายเป็นค่าเดินทาง  โว

ได้ผลเกินคาดเพราะครูมีความรู้แห่มาใช้สิทธิ์ 

94.25%   พร้อมแนะนำให้ “กกต.” นำไปใช้ ดีกว่าจะ

ทุ่มเงินรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะที่ “สดศรี” 

ระบุไม่ผิด เพราะไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.เลือกตั้ง แต่ไม่มี

ประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้ 


    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายสุทัด ชื่นผล ผู้จัดการสหกรณ์

ออมทรัพย์ครูพิจิตร ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่อาคารเลข

ที่ 5/2 ถนนบึงสีไฟ ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.พิจิตร เปิด

เผยว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพิจิตรริเริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ 

พ.ศ.2502 ในคราวนั้นมีสมาชิกร่วมก่อตั้งจำนวน 257 

คน มีทุนเรือนหุ้น 7,720 บาท ดำเนินกิจการด้วยความ

มั่นคงมาแล้ว 54 ปี ปัจจุบันมีสมาชิก 7,952 คน มีทุน

ดำเนินการ 15,000 ล้านบาท ที่รับเงินฝากจากสมาชิก

เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็น

ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงาน ในสังกัดกระทรวง

ศึกษาธิการ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เป็นกลุ่มครู” 



    นายสัดทัดกล่าวต่อว่า โดยการบริหารองค์กรจะมีผู้

จัดการเป็นฝ่ายปฏิบัติและมีประธานเป็นฝ่ายวางแผน

และนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ออมทรัพย์ครูพิจิตรมี

ประธานมาแล้ว 21 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านจะมีวาระในการ

บริหารงานคราวละ 2 ปี และเป็นติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 

วาระ ดังนั้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา จึงจัดให้มีการ

เลือกตั้งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูพิจิตรขึ้น โดยจัด

แบ่งให้มีหน่วยเลือกตั้งใน 12 อำเภอของจังหวัดพิจิตร 

พร้อมทั้งจัดให้มีการเลือกประธาน-กรรมการประจำ

อำเภอ-ผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งได้รับความสนใจจาก

ประชาชนทั่วไป และผู้ที่เป็นสมาชิกที่ล้วนเป็นคนใน

แวดวงครู 



    โดยมีผู้สมัคร 2 คน คือ หมายเลข 1 ว่าที่ 

ร.อ.สาโรช ยกให้ รองผู้อำนวยการ สพป.พิจิตร เขต 2 

ซึ่งมีบิดาเป็นอดีต ผอ.พื้นที่การประถมศึกษาพิจิตรเขต 

1 แข่งขันกับนายไพบูลย์ อยู่สุข ผู้อำนวยการโรงเรียน

บ้านเนินขวาง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งเคยเป็น

ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเมื่อสมัย พ.ศ.2551-

2552 จึงทำให้เป็นคู่แข่งที่สมศักดิ์ศรี

     ทั้งนี้ มีการประกาศรายชื่อสมาชิกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

7,952 คน โดยแบ่งแยกเป็นจุดรับบัตรเลือกตั้งเป็นกลุ่ม

ประถมศึกษา กลุ่มมัธยมศึกษา กลุ่มอาชีวศึกษา กลุ่ม

สำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพื่อสะดวกและ

รวดเร็วต่อการใช้สิทธิ์ โดยทุกคนที่มาใช้สิทธิ์จะต้อง

แสดงบัตรสมาชิกที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูออกให้ หรือ

บัตรข้าราชการครู เพื่อขอรับบัตรลงคะแนน 3 ใบ

พร้อมๆ กัน คือ บัตรเลือกประธานสหกรณ์ออมทรัพย์

ครู, บัตรเลือกกรรมการฯ, บัตรเลือกผู้ตรวจสอบ พร้อม

กับรับเงินสดคนละ 1,000 บาท ซึ่งเป็นค่าเดินทางใน

การมาใช้สิทธิ์ลงคะแนน สำหรับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้

ปรากฏว่าผู้ที่ชนะได้เป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

พิจิตรคนที่ 22 ได้แก่ นายไพบูลย์ ได้ 5,208 คะแนน 

ส่วนคู่แข่งคือผู้สมัครหมายเลข 1 ว่าที่ ร.อ.สาโรช ได้ 

2,121 คะแนน

    "การจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้ใช้กรรมการ 256 คน 

ใน 13 หน่วยเลือกตั้ง ใช้เงินในการจัดการเลือกตั้งและ

จ่ายเป็นค่าเดินทางให้กับผู้ที่มาลงคะแนนทุกคน รวม

เป็นเงินทั้งสิ้น 8,200,000 บาท ซึ่งได้ผลเกินคาด 

ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์มากถึง 94.25% จึงทำให้

บรรยากาศการเลือกตั้งเต็มไปด้วยความคึกคัก เพราะ

บรรดาคุณครูซึ่งล้วนเป็นคนที่มีความรู้ล้วนตั้งใจเลือก

คนที่ตัวเองรัก เลือกนโยบายที่ตนเองชอบมาตั้งแต่

บ้าน ดังนั้นหน้าคูหาจึงอนุญาตให้ผู้สมัครเดินยกมือไหว้

ขอคะแนนได้ แต่ก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนใจหน้าคูหาได้

ยาก อีกทั้งไม่มีการซื้อเสียง เพราะถ้าคิดจะซื้อเสียงก็

ต้องซื้อ 100% แข่งกับคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง 

ซึ่งจะต้องใช้เงินมหาศาล และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีการ

ซื้อเสียงแต่อย่างใด" นายสุทัดกล่าว 

    ผู้จัดการสหกรณ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เงินที่จ่ายก็ล้วน

เป็นเงินของสมาชิกที่เป็นกำไรมาจากการบริหารจัดการ

สหกรณ์ก็คล้ายกับเงินภาษี กรรมวิธีแบบนี้มีมานาน

แล้ว สหกรณ์ออมทรัพย์ครูบางแห่งที่มีกิจการมีกำไรดีมี

การจ่ายในลักษณะนี้ถึงเสียงละ 3,000 บาทก็มีแล้ว ดัง

นั้นหาก กกต.จะใช้วิธีเช่นนี้ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ดีกว่าไป

จ้างศิลปินมารณรงค์การเลือกตั้งลงโฆษณา

หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หมดเงินไปหลายพันล้าน 

แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นวงจรการซื้อเสียง 

    "สู้ผู้จัดการเลือกตั้งจ่ายค่าเดินทาง ค่าเสียเวลา ให้

เป็นแรงจูงใจด้วยเงินสดแบบเปิดเผย แบบนี้ดูจะได้ผลก

ว่า เพราะทุกครั้งที่จัดการเลือกตั้งไม่เคยมีผู้ใช้สิทธิ์ต่ำ

กว่า 90% เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำเอาชาวบ้านที่เห็น

การลงคะแนนแล้วรับเงินสดคนละ 1,000 บาท ต่าง

อิจฉาไปตามๆ กัน ซึ่งภายหลังจากลงคะแนนได้เงิน

แล้ว ก็มีร้านขายของให้ช็อปปิ้งกันอย่างสนุกมือที่

บริเวณหน้าคูหานั่นเอง" นายสันทัดกล่าว


    ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง 

(กกต.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วสหกรณ์

ออมทรัพย์ต่างๆ เขาจะมีการทำแบบนี้ อย่างเช่นบางที่

ก็มีการให้เงินค่ารถกันคนละ 1,000 บาท เขาถือว่ามัน

ไม่ได้เป็นการแจกเงินซื้อเสียง แต่เป็นเพียงการให้เงิน

ค่ารถในการเดินทางมาเลือกตั้ง ซึ่งก็มีการทำกันมาเช่น

นี้ตามปกติ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น และก็ไม่

ได้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งท้องถิ่นหรือเลือกตั้ง

ระดับชาติ


     "คงเป็นเรื่องที่เขาทำได้ตามข้อปฏิบัติและระเบียบ

ของเขาเอง ดังนั้นกรณีดังกล่าวถือว่าสามารถทำได้ 

เพราะว่าเขาไม่ได้จูงใจว่าให้เลือกคนใดคนหนึ่ง แต่

จูงใจให้มาเลือกตั้งแค่นั้นเอง และเงินที่นำมาแจกนั้นก็

เป็นเงินกำไรของทางสหกรณ์เอง ไม่ใช่เงินของตัว

คนใช้สิทธิ์ ส่วนการขนคนมาใช้สิทธิ์คือการที่คนจะซื้อ

สิทธิ์เป็นคนขนและจ่ายเงิน แต่กรณีดังกล่าวสหกรณ์

เขาทำกันเอง" นางสดศรีกล่าว และว่า ส่วนจะเป็นการ

ส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างไรนั้น มันเป็นการแลก

เปลี่ยนกันว่าผู้มาใช้สิทธิ์ได้รับเงินไป และเป็นการเอื้อ

อำนวยให้คนออกมาใช้สิทธิ์เยอะๆ แต่กรณีดังกล่าวใน

ต่างประเทศไม่ทำกัน.

*****



ขอขอบคุณข่าวจาก "ไทยโพสท์"
ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค....


*******




ป้องกันภาวะสมองเสื่อม

4 เทคนิค ป้องกันภาวะสมองเสื่อม


วันนี้ผมขออนุญาตคัดลอกบทความเรื่อง "4 เทคนิค ป้องกันภาวะสมองเสื่อม" จากเว็บของ สสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เขียนโดยคุณ Patana Kamta มาให้อ่านกัน และขอแนะนำให้เปิดดูเว็บนี้ เนื่องจากมีคำแนะนำเรื่องการรักษาสุขภาพ ที่มีประโยชน์ที่เราควรรู้มากมาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่ควรระมัดระวังเรื่องสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากร่างกายอยู่ในวัยร่วงโรย  เมื่อเป็นอะไรทีกว่าจะฟื้นคืนสภาพต้องใช้เวลานานกว่าคนหนุ่มสาว เชิญอ่านกันได้ครับ




สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ มีผู้สูง
อายุเพิ่มจำนวนมากอย่างรวดเร็ว โดยคาด
การณ์ว่าในปี 2593 ไทยจะมีผู้สูงอายุล้นเมือง 
คือมีมากถึงร้อยละ 27 ของประชากรทั้ง
ประเทศ 

ซึ่งปัญหาสำคัญคือ นอกจากขาดแคลน
แรงงานที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศแล้ว ค่าใช้
จ่ายด้านสุขภาพในการดูแลร่างกายวัยปลด
เกษียณคงบานปลายจนเกินกว่าภาครัฐจะรับได้
ไหว
เพราะต้องยอมรับว่า ผู้สูงอายุที่ร่างกายเสื่อมโทรม
และสึกหรอไปตามวัย คงไม่สามารถคงสภาพความ
แข็งแรงไว้ได้ดังเดิม โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ
จิต 

ที่เป็นปัญหามากก็คือ 20% ของผู้สูงอายุ มักต้อง
ทนทุกข์ทรมานอยู่กับปัญหาสุขภาพจิตหรือปัญหา
ทางระบบประสาท โดยเฉพาะภาวะสมองเสื่อม!!
ซึ่งภาวะดังกล่าว นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข 
อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า เป็นความผิด
ปกติในการทำงานของสมอง ที่ได้รับผลกระทบจาก
โรค หรือความผิดปกติบางอย่าง ทำให้ผู้ป่วยมี
อาการความจำเสื่อม มีความถดถอยของพฤติกรรม
และบุคลิกภาพ เกิดอาการสับสน และอาการผิด
ปกติด้านการพูดและความเข้าใจ อาการเหล่านี้จะ
รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทบกระเทือนกับการใช้
ชีวิตประจำวัน และการเข้าสังคมของผู้ป่วย

"คาดการณ์ว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม
ประมาณ 35.6 ล้านคน ทุก 20 ปี จะมีปริมาณ
ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และภายในปี ค.ศ. 
2050 จะมียอดผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมรวมกว่า 
115.4 ล้านคน โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่
พบได้บ่อยที่สุดร้อยละ 60-80 ของภาวะสมอง
เสื่อมทั้งหมด รองลงมาคือ ภาวะสมองเสื่อม
จากโรคหลอดเลือด สำหรับประเทศไทย 
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เคยคาดการณ์
จำนวนผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมไว้ประมาณ 
229,000 คน ในปี 2005 และมีแนวโน้มสูง
ขึ้นโดยโรคอัลไซเมอร์ มีร้อยละ 40-70 ของ
ภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด"




นพ.เจษฎา บอกว่า บางกลุ่มอาการรักษาไม่ได้ 
แต่ก็มีบางกลุ่มอาการที่สามารถรักษาได้ ถ้าค้น
พบสาเหตุได้ชัดเจน การวินิจฉัยโรคที่รวดเร็ว
และแม่นยำจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่คงไม่เท่าการ
ป้องกันโรคนี้ได้ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4 เทคนิคด้วย
กันคือ

1.บริหารสมอง โดยฝึกทักษะการใช้มือ เท้า และ
ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ให้สามารถรับรู้และเคลื่อนไหว
ในรูปแบบต่างๆ ให้ระบบกล้ามเนื้อ ระบบประสาท
และสมองส่วนต่างๆ ทำงานประสานสัมพันธ์กัน
อย่างเป็นระบบ เช่น เต้นรำ เล่นหมากรุก หมาก
ล้อม โยคะ รำมวยจีน ต่อจิ๊กซอว์ อ่านหนังสือ เขียน
หนังสือ ทำงานบ้านหรืองานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น

2.บริโภคอาหาร โดยรับประทานอาหารครบหมู่ 
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล
สูง รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ หลีกเลี่ยงยา
หรือสารที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่สมอง เช่น การ
ดื่มเหล้าจัดหรือการรับประทานยาโดยไม่จำเป็น 
เลือกรับประทานอาหารที่บำรุงสมอง เช่น ธัญพืช
หรือถั่ว ผักใบเขียวทุกชนิด ถั่วเหลือง อัลมอนด์ 
เมล็ดฟักทอง ผลไม้รสเปรี้ยว ปลาทะเลน้ำลึก ปลา
ทูน่า เป็นต้น

3.รักษาร่างกาย โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ 
ตรวจสุขภาพประจำปี หรือถ้ามีโรคประจำตัวอยู่เดิม
ก็ต้องติดตามการรักษาเป็นระยะ หากมีอาการเจ็บ
ป่วยควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่น โดยเฉพาะในผู้สูง
อายุ เพื่อลดโอกาสเกิดอาการสับสนเฉียบพลัน ที่
สำคัญ ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการ
หกล้ม เป็นต้น

และ 4.ผ่อนคลายความเครียด โดยการหารูป
แบบที่เหมาะสมกับตนเองให้มากที่สุดและสามารถ
นำมาใช้ได้กับชีวิตจริง เช่น การฝึกหายใจเข้าออก
ลึกๆ ช้าๆ การฝึกสมาธิ การพูดคุย หรือพบปะผู้อื่น
บ่อยๆ เช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยงต่างๆ หรือเข้าชมรมผู้
สูงอายุ เป็นต้น

******

เป็นอย่างไรบ้างครับ 4 ข้อ คงไม่ยากนะครับ โรค

สมองเสื่อม ถ้าใครเป็นแล้ว คนเป็นน่ะไม่ค่อยเท่า

ไหร่เพราะตัวเองไม่รู้เรื่อง แต่คนในครอบครัวจะ

เดือดร้อนเป็นทุกข์ใจในการดูแลเป็นอันมาก...

ขอให้ทุกท่านสุขภาพดีนะครับ

ขอขอบคุณเว็บและเจ้าของบทความที่คัดลอกมา
ด้วยครับ

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์


*******


บทเรียนจากอดีต



บทเรียนจากอดีต

ก็ผ่านมาแล้วร่วมสิบวัน สำหรับผู้ที่ครบเกษียณในปีนี้ แต่ละคนก็คงปรับเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ไปตามสไตล์ของแต่ละคน

บางคนมีเวลาว่างก็อาจนั่งหวนคิดคำนึงนึกถึงความหลัง ว่าชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างไรมาบ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาในชีวิตมันจะมีผลให้ชีวิตเราเปลี่ยนแปลงพลิกผันไปอย่างไรบ้าง มาถึงทุกวันนี้คงมีบางสิ่งบางอย่างที่เราคิดว่าไม่ควรทำ หรืออาจจะมีบางสิ่งที่มาคิดได้ตอนนี้ว่าเราน่าจะทำแต่ไม่ได้ทำ นี่คือประสบการณ์ที่ผ่านมาของแต่ละคน ซึ่งมาถึงเวลานี้มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเราเอาประสบการณ์ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี มาบอกกล่าวเล่าขานให้รุ่นหลังๆได้รู้ไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ที่ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกให้เสียเวลา อย่างน้อยจะตัดสินใจอะไรก็มีแนวทางให้คิด

วันนี้ผมจึงขออนุญาตคัดลอกนำบทความของ ดร.พสุ เดชะรินทร์ คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่" จากกรุงเทพธุรกิจ bangkokbiznews.com เรื่อง "บทเรียนมีคุณค่าจากผู้สูงอายุ" ซึ่งได้นำประสบการณ์ของชาวอเมริกันที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมาฝากไว้ให้ลูกหลาน....

ลองอ่านกันดูนะครับว่ามีข้อไหนที่ตรงกับของเรากันบ้างหรือไม่ แล้วตอนท้ายลองมาคอมเม้นท์กันดู



บทเรียนมีคุณค่าจากผู้สูงอายุ


ในสังคมยุคดิจิทัลเรามักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำแนะนำ หรือประสบการณ์ของผู้มีอายุกันเท่าไร ยุคนี้หลายคนถือว่าเป็นยุคของคนรุ่นใหม่

ดังนั้น ผู้สูงอายุหรือผู้มีประสบการณ์จึงมักไม่ใช่แหล่งที่เราจะเข้าไปหาเมื่อมีปัญหาหรือต้องการคำแนะนำ คนรุ่นใหม่มักจะหันหน้าเข้าหาผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ หรือไม่ก็หนังสือพวก Self-Help หรือไม่ก็ปรึกษา Google เลย เรามักจะมองว่าบรรดาผู้สูงอายุหลายๆ ท่านไม่ทันสมัย ชอบแต่เล่าเรื่องเก่าๆ ไม่ทันต่อยุคและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

แต่จริงๆ ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง เราจะพบว่าบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายนั้นได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก และกว่าที่อายุจะยืนยาวได้ถึงระดับหนึ่งย่อมจะต้องได้เรียนรู้ในบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่า ที่หนังสือหรือเว็บไหนก็ไม่สามารถที่จะทดแทนได้ ถึงแม้สภาวะแวดล้อมในอดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่แก่นและหลักการพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตย่อมไม่ต่างกันมาก

ในต่างประเทศนั้นได้มีอาจารย์ท่านหนึ่งของ Cornell ชื่อ Karl Pillemer ซึ่งได้ไปสัมภาษณ์ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปมากกว่า 1,200 คน โดยคำถามเด็ดนั้นอยู่ที่ว่า “จากประสบการณ์ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ให้ลูกหลาน” แล้วก็นำมาเขียนเป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living ครับ แต่เขาได้คัดเลือกบทเรียนสำคัญ 10 ประการที่โดดเด่นเอาไว้ครับ โดยบทเรียนทั้ง 10 ประการ ประกอบด้วย

1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทนด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัยกล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพโดยดูจากผลตอบแทนมากกว่าสิ่งที่ชอบและคุณค่าของอาชีพ

2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลดและเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายเราไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิตในฉับพลัน แต่ทำให้เราเกิดความทรมานเมื่อสูงวัย

3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาสหรือความท้าทายเข้ามา ต้องอย่าปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะมาเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง
 

4. เลือกคู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและทำความรู้จักคนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกันจนกว่าจะรู้จักอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถ่องแท้
 
5. เที่ยวให้มากไว้ (ชอบมากครับ) เมื่อมีโอกาสให้เดินทาง ครับ คนสูงวัยส่วนใหญ่จะมองย้อนกลับมายังโอกาสต่างๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และมีคุณค่าของชีวิตเลยทีเดียว
 
6. ให้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดเดี๋ยวนี้ เนื่องจากเรามักจะเสียใจและเสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดกับหลายๆ คน เมื่อไม่มีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่ออีกคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นนะครับ
 
7. เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า นะครับ แต่ให้ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยวนี้ เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่าเวลายิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วขึ้น
 
8. ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่างๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จงรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเราเองตลอดชีวิตเรา

9. การใช้เวลามานั่งกังวลต่อสิ่งต่างๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้หยุดกังวลครับ หรือไม่ก็พยายามลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลในสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น
 
10. คิดเล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อยๆ ซึมซับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นครับ
 
ท่านผู้อ่านคงจะเห็นตรงกันนะครับว่าข้อคิดดีๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ในประเทศไทยเองก็น่าจะมีการศึกษาในลักษณะนี้เหมือนกันนะครับ เพื่อรวบรวมบทเรียนสำคัญของชีวิตจากผู้ที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เอาไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับรุ่นหลังต่อไปครับ


.................

อ่านจบแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ไล่มาตั้งแต่ข้อ 1 นะครับ

1. เรื่องการเลือกอาชีพ...
ผมเคยอ่านงานวิจัยฯว่าคนที่เลือกอาชีพตรงกับที่ชอบนั้น ถ้าจำไม่ผิด มีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะเลือกอาชีพให้ถูกใจได้ ขอให้มีงานทำก็บุญแล้ว ยกเว้นพ่อรวยขนิดที่ไม่ต้องมีอาชีพก็ได้

2. ให้ดูแลรักษาร่างกาย...
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง หลายคนประสบกับตัวเองมาแล้ว วัยหนุ่มวัยสาวร่างกายยังแข็งแรง กินเหล้าเมายาอดหลับอดนอน สบายมาก แต่พอมาตอนนี้เพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่เขาไม่สมบุกสมบัน เขายังเดินปร๋อ แต่เราเองต้องกินยาเป็นกำมือ น้องๆพึงระมัดระวังไว้ ยามสนุกเพื่อนสนุกด้วย ยามทุกข์เราทุกข์คนเดียว

3. ตอบรับโอกาสที่เข้ามา...
คำสอนของฝรั่งเค้าว่าโอกาสมันเหมือนหน้าต่าง(window)มันเปิดแล้วมันก็ปิด มันไม่ได้เปิดไว้ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อมันเปิด ให้เราให้รีบกระโดดเข้าไป เพราะถ้าขืนรอ มันอาจจะไม่เปิดอีกเลย ขณะนี้เราอาจมานั่งคิดว่า "แหม..ตอนนั้นเรามีโอกาสแล้วทำไมเราไม่ทำ"

4. เลือกคู่....
เรื่องนี้ก็เรื่องสำคัญ เพราะนับเวลาดูแล้ว เราอยู่กับพ่อแม่อย่างมากก็ยี่สิบกว่าปี แต่เราต้องอยู่กับคู่ครอง (ตอนท้ายๆมักจะเรียกว่า "ไอ้แก่" หรือ "อีแก่" ตามอาวุโส) ตลอดชีวิต(ยกเว้นผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อนี้) แต่การเลือกคู่มันก็ต้องเห็นพ้องต้องกันทั้งคู่ เราจะไปเลือกเค้าคนเดียว เค้าไม่เอาด้วยก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน ที่จริงผมก็ไม่ใข่คนง่ายๆ ก็เลือกอยู่เหมือนกันแหละ แต่ไม่มีใครเอา ....ว่ากันว่า "คนที่เลือกคู่ครองที่ดี ท่านก็จะเป็นคนโชคดีมีความสุขไปตลอดชีวิต แต่ถ้าท่านเลือกคู่ครองที่ไม่เอาไหน ท่านก็จะได้เป็นนักปรัชญา"

5. เที่ยวให้มากไว้....
ข้อนี้จริงเลยครับ ผมเคยคิดว่าไว้เวลาเกษียณจะเที่ยวให้หนำใจ เพราะตอนทำงานจะไปไหนทีก็ติดนั่นติดนี่ แต่พอเกษียณจริงๆ สุขภาพร่างกายมันไม่อำนวยแล้ว ที่เคยวาดฝันไว้มันก็ไม่ได้ตามฝัน...

6. ให้พูดในสิ่งที่อยากพูด..
อันนี้ก็คงหมายถึงพูดในสิ่งที่ดีๆนะครับ เช่นอยากจะบอกว่ารักแม่ รักเมียก็รีบบอกซะ เดี๋ยวแม่ตายหรือเราตาย ก็จะไม่ได้บอกกัน ส่วนไอ้ที่อยากจะด่าเพื่อน ด่าเจ้านาย อันนี้ถึงแม้อยากจะพูด ก็ไม่ต้องพูดก็ได้  สำหรับคนที่พูดไม่ค่อยเข้าหูคน (เช่นผม) ช่วงนี้พูดให้น้อยหน่อยก็ดี เพราะมันจะมีโอกาสได้แก้ตัวอีกน้อยแล้ว

7. เวลาเป็นของมีค่า
เมื่อเราเด็กๆ เราจะนั่งนับวันเวลา อยากจะโตเร็วๆ จะได้ทำอะไรที่เด็กโตหรือผู้ใหญ่เขาทำกัน รู้สึกว่าเวลามันไปช้าเสียเหลือเกิน แต่หลังเกษียณแล้ว ดูเวลามันช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน เดี๋ยวหมดเดือนๆ ไม่ทันไรก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ยังอยากจะทำอะไรอีกเยอะแยะ อายุก็ใกล้อัตราเฉลี่ยเข้าไปทุกที ดังนั้นคนหนุ่มสาวเมื่อมีเวลาจะทำอะไรก็รีบทำเสียเถิด จะได้ไม่มาเสียดายในภายหลัง

8. ความสุข
เรารับผิดชอบในความสุขของเรา ดังคำที่ว่า "สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ" อย่ายอมให้ผู้อื่นมาทำให้เราไม่มีความสุข บางคนแฟนไม่รักก็เป็นทุกข์ ไปฆ่าตัวตาย จะไปตายให้เสียดายชีวิตเราทำไม ก็มันไม่รักเรา เราตายไปมันก็ไม่รู้สึกอะไร

9. อย่าเสียเวลากับการกังวล
ก็คงอย่ามัวมานั่งคิดโน่นคิดนี่ กังวลไปเสียทุกเรื่อง  อะไรมันยังไม่เกิด ก็ไม่ต้องไปกังวลกับมัน (เอ..มันจะเหมือนที่ผมเป็นอยู่หรือเปล่า ไม่รู้นิ กังวลกลัวเงินจะหมด)

10. คิดเล็ก อย่าคิดใหญ่
อันนี้คงหมายถึงถ้าคิดแต่เรื่องใหญ่ๆมันคงมีปัญหามีอุปสรรคมากเกินกำลังที่เราจะทำได้จะทำให้เครียด จึงแนะนำให้คิดแต่เรื่องเล็กที่มีความสุข เก็บความทรงจำนั้นไว้ ความสุขบางสิ่งบางอย่างที่ประทับใจมันไม่มีโอกาสจะย้อนกลับมาอีกแล้ว เมื่อคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้นก็จะทำให้เรามีความสุข
...................

พอหอมปากหอมคอนะครับ...
สำหรับท่านที่เกษียณมาแล้ว ก็ลองเปรียบเทียบกับชีวิตจริงของท่านดู บางสิ่งบางอย่างที่ผ่านมาก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว สมัยก่อนการเผยแพร่ความรู้ข้อมูลข่าวสารก็มีน้อย การดำเนินชีวิตก็เป็นไปตามยะถากรรม ตามสภาพแวดล้อมของสังคมที่ตนอยู่ ศึกษาดูเป็นตัวอย่างจากญาติพี่น้องบ้านใกล้เรือนเคียง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ มีตำหรับตำรามากมายให้ศึกษาเรียนรู้ก็ควรพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองให้เตรียมพร้อมไว้สำหรับชีวิตที่มีความสุขในบั้นปลายต่อไปแต่โดยเนิ่นๆ

ขอให้ทุกท่านโชคดีมีสุขกับชีวิตวัยเกษียณครับ....

.................








ขอขอบคุณเจ้าของบทความและเจ้าของภาพที่ได้คัดลอกมา





***************


กล้วยหอม



กล้วยหอม

        กล้วยหอมมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะแก้โรคซึมเศร้า เหงาหงอยสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเกษียณอายุ อยู่บ้านว่างๆก็นั่งกินกล้วยหอมไปพลางๆก็แล้วกัน เชิญอ่านได้ตามสบายครับ...





* ประโยชน์จากกล้วยหอม

ดีต่อสมองและระบบประสาท *

เป็นที่รู้จักกันดีว่าการกินกล้วยหอมจะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เนื่องจากในกล้วย


หอมมีสาร ทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายคุณ

สามารถเปลี่ยนให้เป็นสารเซโรโทนิน (Serotonin) ที่จะทำให้คุณผ่อนคลาย มี

ความสุข หายจากความกังวลทั้งปวง

การกินกล้วยหอมยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง จึงช่วยป้องกัน


การเป็นโรคที่เกี่ยวกับสมองได้ด้วย


ในกล้วยหอมยังถือเป็นแหล่งรวมวิตามินบีที่สูงมาก ซึ่งวิตามินบีนี้จะช่วยในการ


ทำงานของระบบประสาท และทำให้การทำงานของสมองได้สมดุล

นอกจากนี้กล้วยหอมยังช่วยในการกระตุ้นความตื่นตัวให้กับสมอง ช่วยให้สมอง


ทำงานได้เต็มที่ ดังนั้นถ้าสามารถกินเป็นอาหารเช้าร่วมด้วยจะดีมาก และถ้ากินใน

ช่วงกลางวันหรือบ่ายก็จะทำให้รู้สึกสดชื่นกระปี้กระเปร่า
ประโยชน์อื่นๆของกล้วยหอม

-------------------------------
- คนที่มีอาการเป็นตะคริวบ่อยๆ สาเหตุสำคัญก็คือการขาดโปตัสเซียม แต่ถ้าคุณ

ได้กินกล้วยหอมเป็นประจำจะช่วยได้เพราะกล้วยหอมมีโปตัสเซียมสูงมาก และยัง

ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อไม่ให้อ่อนล้า
ในช่วงก่อนมีประจำเดือนสาวๆ มักจะหงุดงิดได้ง่ายรวมทั้งมีอาการปวดท้อง ปวด

หัว ครั่นเนื้อครั่นตัว แต่การกินกล้วยหอมก็จะช่วยบรรเทาได้


- รักษาอาการถ่ายเป็นเลือด และริดสีดวงทวารได้ด้วยการนำกล้วยหอมมา 2 ผล 

โดยไม่ต้องแกะเปลือกออก จากนั้นก็นำมาตุ๋นจนสุก แล้วกินทั้งเปลือก กินเป็น

ประจำลักพักอาการจะดีขึ้น


- การกินกล้วยหอมวันละ 3 ครั้ง ในตอนเช้า กลางวัน และเย็น ครั้งละผลก็จะช่วย


ในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงให้ค่อยๆ เป็นปกติได้

- รักษาอาการท้องผูกได้ด้วยการกินกล้วยหอมวันละผลหลังจากตื่นนอนทันที

- กินกล้วยหอมดิบๆ ฝาดๆ จะช่วยรักษาอาการกระเพาะอาหารอักเสบได้

- นำเฉพาะเปลือกกล้วยหอมมาสัก 3 ผล นำมาต้มน้ำดื่มจะช่วยยบรรเทาอาการ

กระหายน้ำ คอแห้ง พรือระคายคอได้


- กินกล้วยหอมกับน้ำผึ้งในตอนเช้า และก่อนนอน ครั้งละ 1 ผลจะช่วยบรรเทา

อาการท้องผูก

- บรรเทาอาการเมาค้างด้วยการกินกล้วยหอมปั่นผสมน้ำผึ้ง ดื่มแบบเย็นๆ ก็ตื่นตัว


ได้ดี

- กินกล้วยหอมแล้วจะช่วยยับยั้งการเกิดโรคต่างๆ ในช่องปากจึงช่วยระงับกลิ่น


ปากได้ด้วย

- ช่วยลดอาการคันหรือบวมจากยุงกัด ด้วยการนำเปลือกกล้วยหอมด้านในมาถู


บริเวณที่เป็น

- กินกล้วยหอมเพียง 1-2 คำในมื้อเช้า เที่ยง และเย็น จะช่วยบรรเทาอาการแพ้


ท้องได้

- ลดโอกาสในการเกินโรคโลหิตจางด้วยการกินกล้วยหอม เพราะกล้วยหอมมีเหล็ก


สูงที่จะช่วยกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเม็ดเลือดแดงคุณภาพดี และสามารถช่วยป้องกัน

ภาวะหิตจางได้เป็นอย่างดี


- หน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาถึงกับอนุมัติให้กล้วยหอมเป็นผล

ไม้ที่สามารถลดความดันโลหิตได้ จึงช่ว- หน่วยงานด้ยป้องกันการเป็นโรคความดัน

โลหิตสูง ลด

การเกิดก้อนนิ่วในไต



- อาหารที่มีโปตัสเซียมสูงอย่างกล้วยหอมจะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการนิ่วใน

ไตได้ เพราะบางทีร่างกายก็จะขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะมาก ทำให้ไตมี

ก้อนนิ่วได้


ชอบใจเนื้อหา และเห็นว่ามีประโยชน์ สามารถกด Like & Share แบ่งปันให้กับคน

ที่คุณรัก และเป็นกำลังใจให้ Admin ฝากกด "LIKE" ถูกใจที่หน้าแฟน

เพจ www.facebook.com/behealthyonline ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ 

ขอบคุณข้อมูล

จาก http://www.muslimvoicetv.com/health/healthy_content.php?

nid=12130

 ขอบคุณ Face Book : Be healthy's Photo






***********

วันเริ่มต้นชีวิตใหม่


วันเริ่มต้นชีวิตใหม่



        ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ ที่ทำให้ท่านต้องผิดหวังที่ผมไม่ได้เขียนเรื่องราวอะไรใหม่ๆให้ท่านได้อ่านกันเลย แรกทีเดียวก็คิดว่าเมื่อไม่มีเรื่องราวใหม่ๆมาให้ติดตามกัน ท่านๆก็คงเบื่อหน่าย แถมอาจมีด่าอีกต่างหาก แล้วก็คงจะค่อยๆเลิกลา ไม่คลิ๊กเข้ามาดูอีก ผู้เข้าชมก็คงลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีคนเข้ามาอ่านโดยปริยาย และทางสหภาพฯและทางสหกรณ์ฯที่กรุณาทำลิ้งค์ไว้ให้ก็คงจะถอดลิ้งค์ออกไป

       หลังจากที่ขมรมผู้เกษียณของ สอฟ. คือ ชสอฟ. ได้เปิดประชุมใหญ่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ต้นปีนี้ และในปีนี้เป็นปีที่จะต้องมีการคัดสรรกรรมการชุดใหม่ โดยมีกติกาใหม่ว่า ให้เลือกประธานคนเดียว หลังจากนั้นประธานจะเป็นผู้เลือกทีมงานอีกที เพื่อเป็นเอกภาพในการทำงานของชมรมฯ ซึ่งก็คงทราบในภายหลังแล้วว่าคุณบุญเลิศ เด่นดี ได้รับความเห็นชอบให้ทำหน้าที่ประธานชมรมฯในครั้งนี้

        ผมเคยคิดไว้ในใจแล้วเมื่อคราวที่คุณวิเชียร ปั้นศรี อดีตประธานชมรมฯ มาทาบทามชักชวนให้เข้าไปร่วมงานด้วยกัน  ก็คิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราอาจจะทำประโยชน์ให้ชมรมฯได้บ้าง เพราะเราก็คิดอะไรไว้เยอะ และคิดว่าถ้าหากมีโอกาส ก็จะขอทำงานนี้ไม่เกินสองสมัย  เพราะคิดแล้วว่าสองสมัย 4 ปี คงจะเพียงพอที่เราจะทุ่มเทสมองได้หมดแล้ว หลังจากนั้นคิดว่าพลังต่างๆมันคงจะอ่อนเปลี้ยไปพอสมควร เวลาที่เหลือก็ขอพักผ่อน ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา อะไรถูก อะไรผิด อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ขอปล่อยตัวไปตามกาลเวลาที่เลื่อนไหล และก็สุขภาพจะเอื้ออำนวย  เท่าที่ทราบมาว่าอายุเฉลี่ยของผู้ชายก็ประมาณ 70 ปี ถ้าเป็นไปตามเฉลี่ยผมก็เหลืออีกไม่ถึง 4 ปีแล้ว ก็หวังว่าเพื่อนๆที่รีบไปก่อนเจ็ดสิบ จะทิ้งส่วนเฉลี่ยที่เหลือไว้ให้กันบ้าง ก็จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

        ดังนั้น ในการคัดสรรบุคคลเข้าเป็นกรรมการในครั้งนี้ ผมจึงแจ้งให้ท่านๆที่เป็นผู้ใหญ่ในชมรมฯทราบว่าผมขอสละสิทธื์ จะได้ไม่ต้องลำบากใจในการคัดเลือกกรรมการชุดใหม่ ก็บอกเพียงว่าสุขภาพไม่ค่อยดี แต่ในใจก็คิดว่าเป็นมาสองสมัยแล้ว เป็นต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์ ความคิดต่างๆก็ปล่อยไปหมดแล้วก็ได้แค่นั้น อีกประการก็คือเป็นมารยาทเพื่อเปิดโอกาสให้ประธานคนใหม่ได้มีสิทธิ์เลือกคนที่ต้องการโดยไม่ตะขิดตะขวงใจถ้าเขาไม่อยากเลือกเรา(จริงๆก็กลัวเขาจะไม่เลือกเราเหมือนกัน กลัวเสียหน้าเลยรีบสละสิทธิ์เสียก่อน)

       จากวันนั้น ผมก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับชมรมฯอีกต่อไป (เขาก็คงไม่ไห้ยุ่งหรอก) และก็ไม่ได้เข้าไปที่สหกรณ์บ่อยนักนอกจากไปทำธุระเรื่องเงิน

       การหลุดจากวงจรต่างๆ เราก็เหมือนถูกตัดออกจากสังคม เมื่อไม่ได้พบปะพูดคุยกับใคร ผมจึงไม่ได้รับทราบข่าวสารใดๆในองค์กรที่เกี่ยวกับพวกเรา นี่คือสาเหตุที่ผมต้องหยุดเขียนบล็อกนี้ไปเสียนาน อีกประการหนึ่งก็คือสุขภาพไม่ค่อยดี ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ โรคประจำตัวก็ยังอยู่ โรคใหม่ก็แวะมาเยี่ยมเยียนกันบ้างบางครั้งบางคราว มันคงเป็นไปตามกาลเวลานั่นแหละ เพราะมันใกล้เกณฑ์เฉลี่ยเข้ามาทุกที




        เมื่อไม่มีข่าวไม่มีเรื่องที่จะเขียน และก็มีอารมณ์ต่างๆแปรปรวนไปตามภาษาคนแก่ เดี๋ยวอยากเดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวมีความสุข เดี๋ยวมีความทุกข์  เดี๋ยวอยากจะพูด เดี๋ยวอยากจะเงียบ....เมื่อคิดดูแล้ว การเงียบเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราควบคุมคำพูดเราไม่ได้ เราไม่มีโอกาสที่จะถอนคำพูด(เหมือนในสภาฯ)ได้ แล้วความเสียหายมันจะเกิดแก่ตัวเราเอง ก็เลยเลือกเอา "เงียบ" ไว้ดีกว่า

        แต่ก็อดไม่ได้เมื่อเดือนกันยาฯย่างเข้ามา ใจก็นึกถึงว่าเวลามันช่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวก็จะมีผู้เกษียณออกมาอีกรุ่นแล้ว 

        ทุกครั้งที่ถึงวันใกล้เกษียณ ผมก็มักจะใช้โอกาสนี้ทักทายต้อนรับผู้เกษียณที่บล็อกนี้เป็นประจำ ถึงแม้อาจจะมีผู้เกษียณเข้ามาอ่านเพียงไม่กี่ท่านก็ตาม

       เมื่อมาถึงเดือนนี้ ผมจึงทนไม่ได้ ทั้งๆที่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่เข้ามาดูบล็อกนี้ คือจะปล่อยให้มันแห้งตายไปเอง จึงเมื่อ 2-3วันมานี้ ลองคลิ๊กเข้ามาดูก็ต้องแปลกใจที่มีสถิติการเข้าดูมาอย่างต่อเนื่อง เราก็คิดว่าเมื่อมีคนเข้ามาดู แล้วเราไม่เขียน เขาจะว่าอย่างไร เหมือนที่เราไปดูของคนอื่นแล้วเขาไม่อัพเดทเลย เราก็คงจะตำหนิเขา บ่อยเข้าก็ไม่แวะไปอีกเลย

        ถึงแม้จะไม่มีตำแหน่งแห่งหนอะไร และก็ไม่มีโอกาสไปพบกับท่าน ก็ขอแสดงความยินดีต้อนรับผู้เกษียณทุกท่านที่หน้าบล็อกนี้ก็แล้วกัน ขอให้ทุกท่านจงใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีสติ ในสถานการณ์เหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน การใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งครับ ขอให้ทุกท่านจงโชคดีและมีความสุขหลังเกษียณ และขอรวมทั้งท่านจากภายนอกที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ทุกท่านด้วยครับ....

       สำหรับท่านๆที่กรุณาเข้ามาอ่านที่บล็อกนี้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน กฟน. อดีตพนักงาน กฟน. และท่านผู้อ่านทั่วๆไป (ที่ผมทราบว่ามีผู้อ่านทั่วไปด้วย ก็เนื่องจากมีการติดต่อพูดคุยกันเข้ามาบ้าง) ผมขอแจ้งไว้ ณ ที่นี้ว่า ต่อไปนี้ข้อเขียนต่างๆของผมคงเป็นเรื่องทั่วๆไป ที่ผู้อ่านทั่วไปอ่านกันได้ คงไม่มีข่าวคราวในวงการของพวกเรา(ผู้เกษียณ กฟน.)อีกต่อไป(เนื่องจากไม่มีข้อมูล) ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะคุยเรื่องอะไรดี เค้าว่าคนแก่มีประสบการณ์เยอะ ถ้าจะเอามาเล่ากันก็คงอ่านกันไม่หวัดไม่ไหว แต่มันเกรงว่าไอ้ประสบการณ์ที่จะเล่านี่มันมีผู้อื่นเกี่ยวข้องด้วยซี มันอาจจะไม่เหมาะ

        แล้วค่อยพบกันครับ ถ้าไม่เจ็บไม่ป่วย คิดว่าอาทิตย์ละครั้งก่อนก็แล้วกัน

        ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ สวัสดีครับ


*************