ผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นจึงจะอยู่รอด


ผู้ที่แข็งแรงเท่านั้นจึงจะอยู่รอด

ถ้าเราเคยดูหนังสารคดีชีวิตสัตว์  เราจะเห็นว่าสัตว์ชนิดต่างๆ มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงๆ  และในฝูงนั้นจะมีหัวหน้าฝูง ทำตัวเป็นผู้ดูแลควบคุมสมาชิกในฝูง หรือที่เราชอบเรียกกันว่า "จ่าฝูง"
..
จ่าฝูงในหมู่สัตว์แต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป  แต่ทีเหมือนๆกันคือจ่าฝูงจะต้องเป็นตัวผู้ (ยกเว้นฝูงช้าง ผู้ควบคุมฝูงจะเป็นตัวเมีย) เมื่อจ่าฝูงเป็นตัวผู้ มันจึงใช้ตำแหน่งหัวหน้าฝูง ยึดเอาตัวเมียในฝูง  โดยเฉพาะสาวๆเป็นเมียมันทั้งหมด มันฟาดเรียบ ดังนั้นลูกๆที่เกิดใหม่ที่เป็นตัวผู้ ตัวแม่มักจะพาลูกหนีไปเช่นลูกสิงห์โต หรือไม่ก็ต้องกันลูกออกห่างจากจ่าฝูงหรือตัวผู้อื่นๆ เช่นลิงบางชนิด  มิฉะนั้นตัวผู้ที่เกิดใหม่จะต้องถูกตัวผู้ที่ใหญ่กว่าโตกว่าฆ่า เพื่อกำจัดคู่แข่งในอนาคต
..
ทำไมสัตว์ตัวผู้ที่ใหญ่กว่า จึงต้องฆ่าตัวผู้เด็กๆหรือที่เกิดใหม่  นี่คือกฏแห่งธรรมชาติ  คือผู้ที่แข็งแรงกว่าจึงจะอยู่รอด เพื่อควบคุมจำนวนพลเมืองให้เพียงพอกับที่อยู่และอาหารการกินที่จำกัด
..
แต่กฏก็ต้องเป็นกฏ ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนในฝูงสิงห์โต  เมื่อลูกสิงห์โตตัวผู้ตัวใดสามารถหลบหลีกรอดจากกรงเล็บของจ่าฝูงหนีรอดไปได้ มันก็จะเป็นสิงห์โตหนุ่มผู้โดดเดี่ยวเร่ร่อนไปทั่วป่า บัดนี้มันเป็นสิงห์โตหนุ่มที่แข็งแรง มันต้องการมีตัวเมียเพื่อสืบพันธุ์ และมีฝูงที่อยู่ในการควบคุมดูแลของคนเอง มีฮาเร็มที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิงห์โตตัวเมียของตนเอง  มันจะหาสิ่งนี้มาได้อย่างไรล่ะ  นอกจากมันจะต้องเร่ร่อนไปจนกว่าจะเจอฝูงสิงห์โตสักฝูง  ที่มันจะต้องไปแย่งชิงฝูงจากจ่าฝูงเดิม ถ้ามันชนะมันก็จะยึดฝูงนั้นเป็นของมัน แต่ถ้ามันแพ้และมันรอดตาย มันก็จะเร่ร่อนต่อไป 
..
ที่ว่ากฏต้องเป็นกฏ  ก็คือสิงห์โตหนุ่มในอดีตที่เป็นจ่าฝูงที่พยายามกำจัดสิงห์โตหนุ่มๆที่เกิดใหม่ในอดีต  บัดนี้อยู่ในวัยชราหรือเรียกกันว่าเขี้ยวหลุด นอนรอให้ตัวเมียหาอาหารมาป้อน  เมื่อสิงห์โตหนุ่มมาเจอฝูงที่มีจ่าฝูงอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็ถือว่าหวานหมู ไม่ต้องออกแรงมากก็เข้าเทคโอเวอร์ฝูงได้สบายๆ อับเปหิเจ้าสิงห์โตแก่กลายเป็นสิงห์โตชราออกเร่ร่อนรอวันตายอย่างเดียวดาย
..
หวังว่าคงไม่มีเพื่อนผู้เกษียณ มีบั้นปลายชีวิตเช่นสิงห์โตเฒ่านะครับ
..
ชาลส์ ดาร์วิน นักศึกษาค้นคว้าการพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเช่นสัตว์และพืช พบว่าการเปลี่ยนแปลงและคงอยู่ของสัตว์และพืชเป็นการคัดสรรโดยธรรมชาติ สัตว์ใดจะคงอยู่หรือสูญพันธุ์ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ  ผู้ที่แข็งแรงกว่าจึงจะอยู่รอด...
..
มาถึงวันนี้...
ที่โลกเจอกับโคโรน่าไวรัส หรือ โควิด-19
ผู้คนมากมายต้องตายไป จากการระบาดของไวรัสโคโรน่าไปทั่วโลก  ถ้าเรามาเทียบกับทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติเป็นผู้คัดสรรหรือ  ผู้ที่เสียชีวิตเป็นผู้อ่อนแอหรือ
..
การดำเนินชีวิตของสัตว์ ถูกโปรแกรมให้เป็นไปตามธรรมชาติ เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เช่นการเดินทางของนก หรือการย้ายถิ่นของฝูงสัตว์เพื่อหาอาหาร  ซึ่งการกระทำนั้นๆจะต้องสูญเสียชีวิตสมาชิกฝูงไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจหยุดการกระทำนั้นได้
..
แต่มนุษย์ เป็นสัตว์ที่พัฒนาสมองมาเพื่อต่อสู้กับธรรมชาติ  มนุษย์จึงไม่ยอมให้ธรรมชาติกำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว  แต่มนุษย์แต่ละคนก็มีความแข็งแรงไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะทางร่างกาย ทางสมอง ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ มนุษย์บางคนแม้จะมีร่างกายไม่แข็งแรง แต่มีเศรษฐกิจที่แข็งแรง เขาเหล่านั้นก็ใช้ทรัพยากรที่ตนมี ช่วยให้ตนเองอยู่รอดพ้นภัยไปได้
..
ดังนั้นมนุษย์ที่ถูกธรรมชาติคัดสรรคราวนี้  จึงเป็นพวกคนจนๆ คนยากไร้ คนแก่คนชรา ที่จะมีโอกาสช่วยตนเองน้อยมาก..
..
คนที่ตายเป็นจำนวนมากที่สุดน่าจะเป็นคนแก่คนชราผู้สูงอายุในแต่ละประเทศ คนเหล่านี้มีร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอ ไม่สามารถต้านทานไวรัสได้ โลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงวัยจึงอาจจะชลอลง  บ้านพักคนชราในแต่ละประเทศแทบจะว่างไร้คนชราไปเลยทีเดียว
..
อีกพวกก็คือพวกยากจน
ไวรัสเป็นโรคทางเดินหายใจ ซึ่งติดต่อกันทางอากาศที่หายใจใส่กัน  คนยากจนเหล่านี้มักจะอยู่ในที่แออัด อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก โอกาสติดเชื้อจึงเป็นไปได้โดยง่าย
..
ไม่มีรายละเอียดว่าผู้ที่เสียชีวิตในแต่ละประเทศ เป็นบุคคลประเภทไหนบ้าง มีบางประเทศถึงกับพูดว่าผู้สูงอายุควรเสียสละให้วัยหนุ่มสาว เนื่องจากเครื่องช่วยหายใจมีไม่เพียงพอ  สังเกตุได้ว่ามีประเทศที่คนเสียชีวิตเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ไม่มีปฏิกิริยาจากประชาชนเลย จึงเข้าใจได้ว่าคนที่ตายอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีปากมีเสียงเช่นคนชรา คนกลุ่มน้อยคนยากจน คนผิวสี และมีข่าวว่าคนพื้นเมืองในป่าอเมซอนในบราซิลตายเป็นจำนวนมาก
..
ผู้ที่เสียชีวิตในโรคระบาดคราวนี้ อาจจะเป็นการ "คัดสรรโดยธรรมชาติ" เพราะธรรมชาติเห็นว่าโลกนี้มีมนุษย์มากเกินไป  แต่การคัดสรรโดยธรรมขาติ อาจบิดเบนไปบ้าง เพราะมีนายทรัมป์ และนายอะไรที่เป็นประธานาธิบดีบราฃิลเป็นผู้ช่วยคัดสรร ประชาชนสองประเทศนี้จึงถูกคัดเลือกมากหน่อย
..
ในฐานะผู้สูงอายุคนหนึ่งที่โชคดีที่ได้อยู่ในประเทศไทย และหลุดรอดมาจนถึงวันนี้ วันที่แทบจะไม่มีคนแพร่เชื้อแล้ว และไม่ต้องมีคนมาบอกให้เสียสละเครื่องช่วยหายใจให้ผู้อื่น ด้วยเหตุผลว่า คุณตาถึงจะรอดครั้งนี้ไปได้ ก็คงจะอยู่อีกไม่นานหรอก เสียสละเถอะ..
..
ถึงแม้โควิด-19 จะยังไม่หมดไป แต่ก็ต้องขอขอบคุณ คุณหมอและบุคลากรทุกท่านที่ได้ร่วมปฏิบัติการจนการแพร่ระบาดเบาบางลง ทำให้ผู้เฒ่าได้ลดความหวาดกลัวลงบ้าง (ใครจะไม่กลัวล่ะ มันเล่นถึงตายเลยนี่)
..
สิงห์โตเฒ่าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเมื่อวัยชราอย่างไร  ชายชราผู้เฒ่าเมื่ออ่อนแรง ก็คงมีสภาพไม่แตกต่างกัน จะคำรามทั้งทีก็มีแต่เสียงไอ แค็กๆ
..
ขอให้ทุกท่านโชคดี ปลอดภัยจากโรคร้าย
.....................


**************



ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

10 June 2020

****************

New Normal

New Normal


ไม่นึกว่าอยู่มาจนแก่ป่านนี้  ชีวิตจะต้องมาเจอกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และมันไม่ใช่สิ่งเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไป ที่ชีวิตเราต้องพบกับมัน เมื่อเราเติบโตขึ้นและค่อยๆชราลง  แต่มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ปุบปับฉับพลันที่วัยชราอย่างเราจะต้องพร้อมรับไปกับมัน  เพราะมันหมายถึงอันตรายถึงชีวิต ถ้าเราจะดื้อดึงกับมัน
..
ต่อไปนี้เราจะต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น เมื่อเราก้าวเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ  การพบปะสังสรร ที่มีน้อยอยู่แล้วสำหรับพวกเราอาจจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีก  โอกาสที่ลูกหลานจะพาไปรับประทานอาหารในร้านอาหารคงจะเป็นเรื่องลำบาก  แม้แต่การไปพักผ่อนในสถานที่ต่างๆ  ลูกหลานที่จะมาจูงมาประคองก็อาจจะผิดกฏการรักษาระยะห่าง
..
ด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆเพื่อป้องกันเจ้าไวรัสโคโรน่า จึงคงจะพอมองเห็นชีวิตของผู้สูงวัยว่าคงจะว้าเหว่เหงาหงอยเพียงไร เพื่อรักษาชีวิตของตนโดยการรักษาระยะห่างจากผู้คนซึ่งอาจจะติดเชื้อเจ้าไวรัสดังกล่าว โดยเฉพาะมันจะเป็นอันตรายอย่างมากกับผู้สูงวัย ดังข่าวจากต่างประเทศ ผู้ที่เสียชีวิตเป็นจำนวนมากนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ  ตามสถานที่บ้านพักคนชราในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาแทบจะเป็นตึกร้างไปแล้ว เพราะเจ้าโคโรน่าเหมายกตึกไปแล้ว  ส่วนประเทศไทยไม่ค่อยมีบ้านพักคนชรา  และคนชราเมืองไทยมักจะอยู่ตามไร่ตามนาซึ่งมีอากาศถ่ายเทดีอยู่ จึงปลอดภัยอยู่ได้
..
เรื่องของธรรมชาติ มันเกิดขึ้นเกินกว่าเราจะควบคุมได้ทันทีทันใด  การปรับตัวเพื่อป้องกันภัยที่จะเกิดกับเราจึงมีความจำเป็น
..
ดังนั้น ณ ขณะนี้ก็ขอให้เพื่อนๆผู้สูงวัยทั้งหลาย จงระมัดระวัง พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ  ชีวิตของท่านจะต้องอยู่ในยุคของ New Normal ซึ่งคนรุ่นเราคงจะลำบากหน่อยกับกติกาต่างๆของสังคมใหม่ ไม่เหมือนคนรุ่นใหม่ที่เขาคงปรับตัวได้ไม่ยาก  ทุกคนควรจะหาวิธีแก้เหงาอื่นๆเพื่อทดแทนที่เราต้องห่างจากผู้คน โชคดีที่ปัจจุบันเป็นยุคของ Digital Media ที่เราสามารถค้นหาสื่งที่เราชอบจากมันอย่างไม่มีหมดสิ้น...
..
ขอให้ทุกท่านโชคดีนะครับ
เราควรจะจากกันโดยธรรมชาติ
ไม่ใช่เพราะเจ้าไวรัสโคโรน่า
...
20 พ.ค.2563



คุณปู่จะทำหยั่งงี้อีกไม่ได้แล้วนะครับ
(ขอบคุณเจ้าของภาพ)


************

เมื่อความตายมาทักทาย

เมื่อความตายมาทักทาย

กว่าจะอยู่มาจนได้ชื่อว่า "ผู้สูงวัย" "ผู้อาวุโส" "ผู้สูงอายุ" หรือ "คนแก่ - ไอ้แก่" จะเรียกอะไรก็แล้วแต่.... มันใช่เรื่องง่ายๆที่กว่าจะได้ชื่อนี้มา
.
ที่ว่ามันไม่ง่าย
เพราะกว่าเราจะฟันฝ่าจนผ่านอายุ 60 - 70 หรือ 80 ปีนั้น มันจะต้องผ่านอะไรๆมามากมาย เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ผ่านทุกข์ผ่านสุข ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย จนกว่าจะมาถึงวันนี้
.
สมัยเด็กรุ่นเบบี้บูม คือเด็กรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เด็กรุ่นนี้เกิดมาในยุคลำบากยากเข็ญอันเกิดจากภาวะสงคราม
ทุกสิ่งทุกอย่างขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าอาหาร ยารักษาโรค และโดยเฉพาะสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก คือนมสำหรับเด็กทารก พ่่อแม่บางคนนำเอานมข้นหวาน หรือที่เรียกว่านมกระป๋อง มาชงใส่ขวดนมให้ลูกกิน ซึ่งนมชนิดนี้ไม่มีคุณค่าทางอาหารใดๆ นอกจากน้ำตาล
.
นอกจากขาดแคลนเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มุ้งสำหรับกันยุง ผ้าห่มกันหนาว ซึ่งหาได้ยากและมีราคาแพงมาก สิ่งสำคัญสำหรับชีวิต คือยารักษาโรคที่จำเป็นมากสำหรับเด็กๆที่เกิดการเจ็บป่วย ทุกสิ่งเหล่านี้จะหาได้ใน "ตลาดมืด" ซึ่งจะต้องมีช่องทาง-เส้นสาย และมีเงิน จึงจะสามารถเข้าถึงได้
.
ถ้าไปถามครอบครัวที่มีลูกเล็กๆในยุคนั้น ครอบครัวหนึ่งๆมักจะต้องสูญเสียลูก อย่างน้อยก็ครอบครัวละ 1 คน จากการเจ็บป่วย และไม่สามารถหายาได้ในจำนวนเพียงพอต่อการรักษา
.
ดังนั้น เด็กยุคนั้นที่รอดมาได้ จึงถือว่าต้องหนังเหนียวพอสมควร
.
หลังจากรอดมาได้ในตอนนั้น ก็ต้องมาเสี่ยงตายกับการชกต่อยเตะตีกับพวกวัยรุ่นต่างถิ่น ต้องเสี่ยงกับรถยนต์ต่างๆจะชนเอาเวลาข้ามถนน ต้องเสี่ยงกับการโดนลูกหลงที่เขาตีกัน เวลาไปกินข้าวต้มตอนดึกๆ ฯลฯ ต้องเสี่ยงสาระพัดเสี่ยงมามากมาย กว่าจะรอดมาถึงวันนี้
.
นึกว่า.. ต่อไปนี้คงจะมีความสุขความสงบกับเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งจะมากน้อยเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้
.
แต่แล้ว... จู่ๆ ก็มีเจ้าโคโรน่า มาเยือน เจ้าโคโรน่านี้ ไม่ใช่เจ้าโตโยต้า โคโรน่า รถสวยรุ่นใหญ่ของค่ายโตโยต้า แต่เป็นเจ้าไวรัสที่แพร่ระบาดอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แล้วบัดนี้มันก็มาเที่ยวเมืองไทย เมืองที่คนจีนชอบมานั่นแหละ
.
ว่ากันว่าเจ้าไวรัสโคโรน่า หรือต่อมาให้เรียกกันว่า "COVID-19" นี้มันชอบกินปอด มันอาจไม่สนใจม้าม กระเพาะ ผ้าขี้ริ้ว เซ่งจี๊ ขอบกระด้ง ใดๆ ดังนั้นจึงทำให้คนที่ติดไวรัสนี้ไม่มีปอดหายใจ ชีวิตก็อยู่ไม่ได้
.
จากการติดตามข่าว มีการระบุว่าผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวเป็นผู้มีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคนี้สูง และต่อมาข่าวการตายเป็นจำนวนมากในประเทศอิตาลีหลายพันคน และคนจำนวนมากในนั้นเป็นผู้สูงอายุ
.
และที่เศร้าและดูจะสยองสำหรับผู้สูงวัย คือข่าวที่ว่า หมอ และเครื่องช่วยหายใจไม่เพียงพอ หมอจึงต้องเลือกช่วยคนที่เยาวัยกว่า ผู้สูงอายุจึงต้องเสียชีวิตโดยขาดการดูแลและเครื่องมือแพทย์.. หลังจากนี้ประเทศอิตาลีซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในยุโรป คงจะต้องเสียแชมป์เสียแล้ว
.
ในสถานะผู้สูงอายุคนหนึ่ง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความเจ็บป่วย ผ่านช่วงเวลาของโรคระบาดต่างๆมาหลายช่วงหลายเวลา รอดขีวิตมาจนถึงวันนี้
.
บัดนี้... ไม่ใช่เจ้า โตโยต้า โคโรน่า จะมารับไปเที่ยว แต่เป็นเจ้าไวรัสโคโรน่า ที่มาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้าน ดูเหมือนมันจะชวนไปเที่ยวซอยทองหล่อ มันบอกสนุกมาก รับรองว่าเพื่อนๆของมันเตรียมต้อนรับเต็มที่ แต่ผมบอกมันว่าผมไม่ไปแน่ ตอนนี้ขอนอนอยู่บ้านอย่างเดียว จะไม่ไปไหนเด็ดขาด
.
ก็ขอบอกกล่าวมายังเพื่อนๆ พวกเราใช้ชีวิตกันมายาวนาน จนมาถึงวันนี้ ขออย่าไปหลวมตัวกับเจ้าโคโรน่าตัวแสบ ตอนนี้ควรใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้านไปพลางๆ รอเจ้าโคโรน่ามันเบื่อแล้วจากไป เราค่อยออกมาเจอกันใหม่
...............................
ขอให้ทุกท่านโชคดี เราจะผ่านเรื่องร้ายๆนี้ไปด้วยกัน
.........
7 เม.ย.2563

ขอบคุณภาพโดย Jasmine Fairhurst


โรค ภัย ไข้ เจ็บ

โรค ภัย ไขั เจ็บ
.
มนุษย์เราก็เหมือนเครื่องจักร เมื่อใช้ไปนานๆเข้ามันก็ต้องสึกหรอ ชำรุดทรุดโทรมไปตามอายุการใช้งาน เครื่องจักรก็มีอายุการใช้งาน  เครื่องจักรชนิดเดียวกัน อาจมีอายุการใช้งานไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวัสดุและหรือคุณภาพการสร้างการประดิษฐิ์  มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน  การมีอายุสั้นยาว ขึ้นอยู่กับเผ่าพันธุ์ เชื้อสาย ทำเลถิ่นที่อยู่อาศัย อารการกินเป็นต้น  แม้แต่เผ่าพันธ์ุเดียวกัน ก็ยังขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของบรรพบุรุษ คือปู่ย่าตายายสูงๆขึ้นไป
.
มนุษย์ที่เกิดพร้อมๆกัน อายุเท่ากัน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเจ็บป่วยพร้อมกัน หรือต้องตายในเวลาเดียวกัน  คน้กิดทีหลังอาจจะตายก่อนก็ได้
.
นอกจากจะตายตามธรรมชาติ  มนุษย์ยังมีโอกาสตายได้อีกในหลายรูปแบบ เช่นตายจากภัยธรรมชาติ  ตายจากสงคราม ตายจากการฆาตกรรม ตายจากอุบัติเหตุ ฯลฯ หลายๆการตายเป็นออปชั่นที่มนุษย์ไม่อยากได้
.
การตายที่ทำให้มนุษย์ต้องเจ็บป่วดทรมาน  สร้างความทุกข์ให้กับตนเองและญาติพี่น้องคนใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง คือการตายจากการเจ็บไข้ได้ป่วยและตวามชรา  การตายประเภทนี้ มักจะไม่ตายง่ายๆ มันจะทรมานด้วยการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ต้องมีบุคคลในครอบครัวมาช่วยดูแล  ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาล และต้องเสียงานสำหรับผู้มาดูแล  การเจ็บป่วยประเภทนี้ ถือเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
.
เมื่อเด็กตอนเราเป็นนักเรียน สมัยนั้นเราจะรู้จักเพียงโรคอีสุกอีใส โรคอหิวาห์ โรคฝีดาษหรือ โรคไข้ทรพิษ โรคมาเลเรีย (เรามักจะเรียกผิดเป็นมาเลเซีย) และวรรณโรค  ซึ่งเด็กในยุคนั้น ในปีหนึ่งๆ ก็จะมีเรื่องคื่นเต้นและน่ากลัว ที่บางคนถึงขนาดไม่ยอมไปโรงเรียน  ก็คือวันที่โรงเรียนนัดฉีดวัคซีน หริอนัดปลูกฝี เพื่อป้องกันโรคชนิดต่างๆนั่นเอง  ปัจจุบันไม่ทราบว่ายังมีการฉีดกันหรือเปล่า เพราะว่าบางโรคดูเหมือนจะหายเงียบไปแล้ว
.
ผมเริ่มมาสนใจวัคซีนอีกทีก็ตอนมีอายุหลังเกษียณแล้วนี่แหละ  ซึ่งระยะหลังนี่เริ่มมีโรคแปลกๆเกิดขึ้น  ส่วนใหญ่ก็เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ นอกจากโรคหวัดใหญ่ที่คนแก่มักจะเป็นง่ายและเป็นบ่อย  จากการแนะนำของคนรอบๆตัวและตามสื่อต่างๆ แนะนำให้ประชาชนไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ซึ่งจะติดโรคง่าย และถ้าติดแล้วอาการจะหนักกว่าวัยอื่น  ผมก็ไปฉีดมาบ้างตามโอกาส ก็ได้ทราบว่าเชื้อหวัดนี่มันมีเป็นสิบๆสายพันธุ์  ค่ายาฉีดก็จึงมีราคาตามจำนวนสายพันธุ์ ถ้าคุ้มครองหลายสายพันธุ์ ราคาก็จะเพิ่มตามจำนวนสายพันธุ์ เราก็เอาแค่สายพันธุ์ฮิตๆไม่กี่สายพันธุ์ จะได้เสียตังค์น้อยหน่อย
.
เงียบมานาน  จู่ๆก็มีข่าวเปรี้ยงปร้างออกมา ว่ามีไวรัสตัวใหม่เวอร์ชั่นใหม่ (หยั่งกะสตีฟ จ็อบ เปิดตัวไอโฟนแน่ะ) ไวรัสตัวนี้เริ่มพบที่เมืองอู่ฮ้่นในประเทศจีน มีคนเป็นโรคนี้กันมาก ยังไม่มียารักษา และส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิต อยู่ในกลุ่มของผู้สูงอายุ  รายละเอียดคงรู้กันทั่วไปกันแล้ว
.
ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาจนถึงวัยนี้ ก็ผ่านอะไรๆต่างๆมาพอสมควร ทั้งอุบัติเหตุทั้งโรคภัยไข้เจ็บ จนมาอยู่ในจุดที่เหมือน "ไม้ใกล้ฝั่ง" จะโดนน้ำเซาะโค่นลงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
.
เมื่อวัยสูงขึ้น กำลังวังชามันก็ถดถอย ภูมิต้านทานโรคต่างๆก็น้อยลงสู้กับเชื้อโรคไม่ค่อยไหว มีเชื้ออะไรเข้ามามันก็จะล่อคนแก่ก่อน  ชีวิตคนแก่ นอกจากจะเดินถนนหนทางด้วยความลำบาก ระวังคนจี้ปล้น ระวังไปขัดตาวัยรุ่นเมาเหล้าเมายาเข้าเดี๋ยวมันจะตื้บเอา  ตอนนี้ก็ต้องมาระวังเจ้าโคโรน่าตัวแสบนี่อีก
.
วิธีที่เหมาะสมที่สุด น่าจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องไปไหนมันหละ
.
.
23 ก.พ.2563

ขอบคุณภาพจากคอมพิวเตอร์


เกษียณ - สู่การเมือง

เกษียณ - สู่การเมือง
.......

ความกังวลสิ่งหนึ่งของผู้เกษียณ นอกจากเงินที่จะมีไว้ยังชีพหลังเกษียณ สิ่งนั้นก็คือกลัวว่าจะไม่มีอะไรจะทำ เพราะคิดว่าชีวิตประจำวันที่ทุกวันต้องตื่นแต่เช้ารีบร้อนออกจากบ้านไปทำงาน อยู่ที่ทำงานทั้งวัน กว่าจะกลับบ้านก็ตกเย็นค่ำ  ชีวิตดำรงอยู่เช่นนี้ตลอดมา  แต่เมื่อวันหนึ่งถึงวัยเกษียณ เช้าตื่นขึ้นมา ไม่ต้องรีบร้อนออกจากบ้านไปทำงาน สามารถเดินไปเดินมาในบ้านได้อย่างอิสระเสรี  เอ.. เราต้องคิดต้องใช้สมองว่าเราจะทำอะไรดีในวันว่างๆเช่นนี้
..
หลายคนอาจจะมีแผนการไว้ก่อนแล้วว่าจะทำอะไรหลังเกษียณ ก็จะทำต่อเนื่องได้เลย  แต่บางคนก็ไม่ได้เตรียมอะไรไว้  เวลาทำงานก็มุ่งมั่นทำแต่งาน กลับบ้านก็เหนื่อยพักผ่อน ไม่ได้มีสวนมีไร่กะเขา แม้แต่งานอดิเรกก็ยังไม่มีเวลาจะทำเพื่อการพักผ่อน คนประเภทหลังนี่ออกจะงงๆหน่อย ในวันแรกๆที่เกษียณ
..
ผู้เกษียณที่พอมีกินมีใช้ไม่เดือดร้อนอะไร ไม่ต้องหารายได้เพิ่มเติม ตำแหน่งการงานก่อนเกษียณก็พอมีหน้ามีตา ไม่เป็นข้าราชการก็พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งที่มีเกียรติเป็นที่รู้จักกันในวงสังคม คนพวกนี้มักจะมีพวกพ้องน้องพี่คนรู้จักเยอะ  เมื่อเกษียณก็จะมีเวลาออกพบปะเพื่อนฝูงสังสรรค์กันบ่อยขึ้น  คนที่ห่างหายกันไปนานก็อาจมีโอกาสมาพบกัน หรืออาจจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆเพิ่มขึ้น  ในวงการเช่นนี้ อาจจะมีนักการเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการเมืองอยู่บ้าง
..
เมื่อใดที่บ้านเมืองเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น เวลานี้แหละจะมีตัวแทนพรรคการเมืองทำหน้าที่หาผู้สมัครตัวแทนพรรคในเขตพื้นที่ที่ยังไม่มีคนของพรรคยึดครองอยู่  พรรคเหล่านี้อาจไม่ได้หวังผลการเลือกตั้งจริงจังนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าพรรคของตนไม่มีวันชนะพรรคคู่แข่ง  แต่ต้องการส่งผู้สมัครเพื่อให้ชื่อพรรคของตนติดหูติดตาชาวบ้านไว้เท่านั้น
..
ตอนนี้แหละตัวแทนพรรคที่มีหน้าที่หาผู้สมัครรับเลือกตั้ง อาจจะเป็นเพื่อนหรือคนในกลุ่มที่รู้จักคุณและรู้คุณสมบัติของคุณ จะเข้ามาติดต่อ พูดจาชื่นชมชีวิตการทำงาน ตำแหน่งหน้าที่การงานของคุณ ความเหมาะสมและโอกาสที่คุณสมควรเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อสมัครเข้าชิงตำแหน่ง โดยทางพรรคจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด  เมื่อคุณได้รับการโอ้โลมปฏิโลมแม้คุณจะปฏิเสธในตอนแรก ในที่สุดคุณก็พ่ายแพ้แก่ลมปากของผู้ชักชวน
..
คุณอาจจะคิดว่า เออ.. เราก็ไม่ต้องเสียอะไร พรรคสัญญาว่าจะออกให้หมด แล้วเราก็มีเพื่อนฝูงมากมาย คงจะมีคนเลือกเราบ้างหละ แล้วก็นั่งคิดด้วยความภูมิใจว่า แม้เราเกษียณแล้วก็ยังมีคุณค่า
..
เมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ก็ได้เวลาในการหาเสียง เบื้องแรกก็ต้องพิมพ์โปสเตอร์ ค่าจ้างคนติดโปสเตอร์ ค่าจ้างคนเดินแจกบัตรหาเสียง ค่าจ้างรถหาเสียง ค่าเช่าเครื่องเสียง ฯลฯ ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย และทุกอย่างต้องทำในเวลาที่จำกัด
..
ในช่วงแรกตัวแทนพรรคอาจจะจ่ายเงินให้ แต่ต่อๆมา เขาอาจจะบอกว่าพี่ช่วยจ่ายไปก่อน ผมกำลังทำเรื่องเบิกอยู่  นอกจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นแล้ว  การที่ท่านเป็นผู้สมัครก็อาจมีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ท่านต้องสัมพันธ์ด้วย สิ่งเหล่านี้ต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งท่านต้องควักกระเป๋าส่วนตัว  ส่วนเงินที่พรรคจะออกให้ ไปๆมาๆ หลังเลือกตั้งเสร็จ ไอ้ตัวแทนพรรคก็หายไปด้วย
..
ในอดีตผมมีคนที่รู้จัก ที่เกษียณมาแล้ว ได้เงินเกษีณมาไม่กื่ล้านบาท ได้หลงคารมลงสมัครการเมืองท้องถิ่นแห่งหนึ่ง จากการเยินยอของนักการเมือง ต้องหมดเนื้อหมดตัวไปกับการหาเสียง และก็ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ดีว่าเมียเป็นข้าราชการบำนาญ จากผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว กลายมาเป็นผู้ที่เมียต้องแบ่งเงินบำนาญให้ใช้ในแต่ละเดือน เกียรติและศักดิ์ศรีที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอมลายหายไปสิ้น
..
ดังนั้น ขอแนะนำผู้เกษียณที่มีเวลาว่างแล้วคิดว่าจะเล่นการเมือง โดยที่ท่านไม่มีพื้นฐานมาก่อน หรือมีญาติพี่น้องที่อยู่ในวงการเมือง มีฐานคะแนนแน่นเปรี๊ยะมาก่อนแล้ว  ขอให้ท่านจงเก็บเงินเกษียณของท่านไว้เลี้ยงดูตนเอง เพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องเดือดร้อนจะดีกว่า  โดยเฉพาะการคิดคะแนนในระบบใหม่ ที่ทุกคะแนนเสียงไม่มีตกน้ำ  แม้แต่คะแนนเล็กๆน้อยๆ เขานำมาคิดหมด  ดังนั้นแม้แต่คะแนนเล็กๆน้อยของท่านจะไม่ทำให้ท่านได้รับการเลือกตั้ง แต่คะแนนเหล่านั้นมันมีประโยชน์ต่อพรรคในการคัดเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองพรรคเล็กพรรคน้อยที่แม้จะไม่มี ส.ส.จากการเลือกตั้งเลย แต่เขาสามารถมี ส.ส.บัญชีรายชื่อได้อย่างน้อยก็หนึ่งคนหละ คะแนนเหล่านั้นก็มาจากผู้สมัครโนเนมนั่นเอง
..
ก็หวังว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปคงไม่มีเหยื่อที่ออกมาโวยวายว่าโดนพรรคบางพรรคที่สัญญาว่าจะจ่ายค่าหาเสียงให้คนละเท่านั้นเท่านี้ แต่พอเลือกตั้งเสร็จแล้วโดนเบี้ยว  คะแนนก็เอาไปแล้ว เงินไม่จ่ายซะนี่

...........
8 มิถุนายน 2562





ไปเลือกตั้ง


ไปเลือกตั้ง...

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ปี 62 นี้ เขาจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. หลังจากว่างเว้นมาเป็นเวลาหลายปี

เดิมก็คิดว่าจะไม่ไปแล้ว เพราะเบื่อหน้านักการเมืองเหลือเกิน แต่เห็นเขาว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเยาวชนคนรุ่นใหม่ตื่นตัวตื่นเต้นกันมาก เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของพวกเขา  เราก็มาคิดๆดู เออ.. มันอาจจะเป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายสำหรับเราก็ได้  ดังนั้นเราจึงไม่ควรเสียโอกาสนี้ไป จึงได้ออกไปเลือกตั้งนี่แหละ
.
ในบรรดา "ไม้ใกล้ฝั่ง" รุ่นราวคราวเดียวกับผมนี่ ก็คงผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาคล้ายๆกัน
ผมมาได้ยินคำว่าเลือกตั้งก็ราว พ.ศ.2500 นี่เขียนแบบนึกอะไรได้ก็เขียนนะครับ  ไม่ได้เปิดค้นข้อมูลใดๆทั้งสิ้น อาจจะจำผิดจำถูกไปบ้าง
.
ตอนนั้นยังเด็กๆอยู่ เห็นมีคนเดินเป็นกลุ่ม มีแผ่นประกาศหาเสียงถือกันมาเป็นปึกๆ และก็มีคนถือกระป๋องแป้งเปียกมา มีแปรงทาสีจุ่มอยู่ในกระป๋องแป้งเปียก เดินไปเจอต้นไม้ เจอประตู เจอฝาบ้าน เจอกำแพง พี่แกก็จะเอาแปรงจุ่มแป้งเปียกป้ายไปเรื่อย ทีมที่ถือแผ่นประกาศหาเสียงก็จะแปะแผ่นกระดาษตามไป
.
ตอนนั้นรู้สึกว่าพรรคใหญ่ที่แข่งขันกัน ก็คือพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งมีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค แข่งกับพรรคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ถ้าจำไม่ผิดก็คือพรรคมนังคศิลา
.
ตอนนั้นยังเด็กๆ ยังไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งกะเขาหรอก แต่เห็นเขาหาเสียงกันก็เดินตามไปดูเขา ตอนนั้นมีการแจกผ้าเช็ดหน้าที่มีรูปจอมพล ป. หรือรูปโลโก้พรรคไม่แน่ใจ เราก็อยากจะได้ วิ่งตามขอเขา แต่เขาไม่ให้ คงเห็นเราเป็นเด็ก ให้ไปก็เสียของ นี่คือความรู้ที่ว่าการหาเสียงจะต้องมีของแจก   เมื่อถึงวันเลือกตั้ง เต๊นต่างๆที่เขาตั้งเรียงรายไว้ ก็มีผู้คนมาเลือกตั้งกันคึกคัก  บ้านผมอยู่ใกล้เขตทหาร จึงเห็นทหารมาเข้าคิวเลือกตั้งกันเป็นจำนวนมาก
.
การเลือกตั้งคราวนั้นมีเสียงเล่าลือกันเป็นจำนวนมาก ว่าพรรคของจอมพล ป. มีการโกงกันอย่างมโหฬาร จนกระทั่งมีผลทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร โดยพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์
.
คราวนั้นก็ได้ยินศัพท์แปลกๆเช่น ไพ่ไฟ เวียนเทียน บัตรผี เป็นต้น แต่เรื่องคะแนนเขย่ง ตอนนั้นไม่รู้ว่ามีหรือยัง แต่คำนี้ก็มีมานานแล้ว คนรุ่นเก่าจะรู้ดี
.
หลังจากนั้นมาผมก็จำไม่ได้ว่าเคยได้เลือกตั้งกับเขาหรือไม่ เพราะต่อจากสฤษดิ์ ก็เป็นยุคของ ถนอม ประพาส ณรงค์ จนมาถึงยุค 14 ตุลา 16 แล้วไม่ทันไรก็มาเกิด 16 ตุลา 19 เข้าสู่ยุครัฐบาลหอย
.
ถ้าไม่เปิดตำรา ใช้จากความจำมันก็กระท่อนกระแท่นได้เท่านี้ เมืองไทยเวลาส่วนใหญ่ก็อยู่ภายใต้การปกครองของทหาร  มีรัฐบาลพลเรือนก็อยู่ได้ไม่นาน  พูดอย่างไม่เข้าข้างใคร รัฐบาลพลเรือนก็มีส่วนทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารด้วยเช่นกัน
.
ในช่วงชีวิตผม เจอกับการปฏิวัติจนนับไม่ถ้วนว่ามีใครบ้าง เวลาไหนมีเคอร์ฟิวก็ต้องรีบกลับบ้านเร็วๆ ในช่วงเวลาปฏิวัติสมัยนั้นจะมีด่านทหารทั่วไปหมด ไปไหนค่ำๆมืดๆเจอด่านตรวจประจำ แต่เราไม่ได้พกอาวุธหรือมีพฤติกรรมไม่ดีก็ไม่ต้องกลัวอะไร
.
การไปเลือกตั้งครั้งนี้ของผม ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในชีวิตหรือไม่ และการปฏิวัติที่สิ้นสุดไปนี้จะเป็นการปฏิวัติครั้งสุดท้ายหรือไม่ก็คงไม่อาจมีใครทราบได้  ตราบใดที่ความคิดความเห็นของแต่ละกลุ่มแต่ละพวกยังแตกต่างกัน และยังยืนยันในความถูกต้องของฝ่ายตน
.
ผมในฐานะ "ไม้ใกล้ฝั่ง" ก็คงทำได้เพียงขออย่าให้ต้องเกิดความรุนแรงอย่างที่ผ่านๆมาอีกเลย ชีวิตทุกชีวิตมีค่า...

*******************

2 เมษายน 2562
*************





สายป่าน

ลูกผู้ชายทุกคน จะมีใครสักกี่คนที่ไม่เคยเล่นว่าวเลยบ้างมั้ยเนี่ย  เล่นว่าวจริงๆนะครับ ว่าวที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้ากลางอากาศนี่แหละ ไม่ใช่ว่าวที่หลายคนเข้าใจนะครับ  ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนบัญญัติศัพท์การกระทำอัตวิบากกรรมของผู้ชายไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ว่า "ชักว่าว" บุคคลผู้นี้คงมีจินตนาการเป็นเลิศจริงๆ เพราะถ้าท่านเห็นท่าทางของคนชักว่าว (ว่าวจริง) ท่านจะจินตนาการเห็นภาพเลย
.
อย่างว่าแหละครับ เด็กรุ่นผมนั้นมันรุ่นโลเทค แค่มีทีวีดูก็ดีใจตายแล้ว บ้านใครไม่มีดูก็ต้องไปรอชะเงื้อดูตามร้านค้าร้านกาแฟ บางบ้านเขาใจดี เขาก็มักจะตั้งทีวีเอียงหันมาทางประตูบ้าน เวลาครอบครัวเขาดูกัน เราก็จะไปยืนมุงๆกันแถวหน้าประตู อาศัยดูด้วย(หลาย)คน
.
ของเล่นของบันเทิงสมัยนั้น ก็มักจะหาเอาใกล้ๆตัวนั่นแหละ หรือบางอย่างก็ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรเลย ก็เล่นกันได้ เช่นตี่จับ ตั้งเต ไม้หึ่ง ขี่ม้าส่งเมือง มอญซ่อนผ้า หมากเก็บ อีตัก ฯลฯ เป็นต้น
.
สำหรับเด็กผู้ชาย กีฬาที่ต้องใช้ฝีมือ ต้องมีทักษะและกำลังในการเล่น เป็นที่โปรดของหลายคนก็คือกีฬาชักว่าวนั่นเอง
.
การเล่นว่าว ก่อนอื่นต้องมีทักษะในการเลือกว่าว (ที่เขาทำขาย) ว่าวต้องมีโครงแข็งแรงน้ำหนักเบาถึงจะชักขึ้นง่าย เคยทำเองเอาไปชักแล้วชักไม่ขึ้น มันคงไม่ได้ส่วนตามตำรา นอกจากว่าวแล้วก็ต้องมีเชือกชัก เรียกว่าสายป่าน สมัยนั้นก็ต้องไปหาด้ายหลอด ที่นิยมกันว่าเหนียวทนทานต้องตราสมอดำ เบอร์อะไรจำไม่ได้แล้ว สำหรับว่าวตัวย่อมๆ ถ้าว่าวตัวใหญ่ก็ต้องไปหาสายป่านที่ใหญ่ขึ้น
.
การเล่นว่าว ต้องหาสถานที่กว้างๆ เช่นที่สนามหลวงเป็นที่นิยมกัน เมื่อถึงฤดูร้อน ลมว่าวมา ก็จะมีเทศกาลว่าว มีการแข่งขันสู้กันระหว่างว่าวจุฬากับว่าวปักเป้า มีการโรมรันพันตูกันอย่างดุเดือด  ที่ผู้ถือสายป่านของแต่ละฝ่ายต้องใช้ทักษะประสบการณ์เอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ ว่าวจุฬาตัวใหญ่ มันหนักจึงต้องมีคนถือสายป่านหลายคน เวลาเขาต่อสู้กัน มันมีทั้งผ่อนสายป่านและสาวสายป่าน ตามเทคนิคการต่อสู้ เวลาเขาจะผ่อนสายป่านเขาจะวิ่งไปข้างหน้า ปล่อยให้ว่าวมันลอยไปตามลม เวลาเขาจะสาวสายป่านให้ว่าวมันสู้ลม เขาก็จะวิ่งไปข้างหลัง การที่คนหลายคนวิ่งไปข้างหน้าบ้างวิ่งไปข้างหลังบ้าง เพื่่อควบคุมว่าวให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ บางทีก็มีหกล้มหกลุก เห็นเป็นที่ชอบใจของพวกเราเด็กๆมาก  เลยไม่ค่อยไปดูทางด้านว่าวปักเป้า ซึ่งตัวเล็กกว่าว่าวจุฬามาก แต่มีหลายตัว เรียกว่าตัวเล็กรุมตัวใหญ่ตัวเดียว  ที่ผมดูๆมาก็เห็นว่าวจุฬาโดนปักเป้ารุมจนหัวปักดินอยู่บ่อยๆ ตอนว่าวจุฬาตกนี่ ต้องคอยวิ่งหนีให้เร็ว ถ้าโดนมีหวังตายได้
.
การชักว่าว มันมีเทคนิคในการสาวสายป่านหรือผ่อนสายป่านนี่แหละ  ต้องให้มันสัมพันธ์กับแรงลมและทิศทางลม ว่าตอนไหนควรผ่อนตอนไหนควรดึง เทคนิคนี้มันมีความสำคัญไปถึงการต่อสู้ของผู้ที่ใช้สายป่านคม
.
ป่านคมคือการเอาด้ายที่เราซื้อมานี่แหละไปทำให้มันคม  วิธีการเราไปหาเศษแก้วที่มันแตกหักมาจำนวนหนึ่ง มาบดมาตำจนมันละเอียดแทบจะเป็นฝุ่น หลังจากนั้นก็เคียวกาวหรือแป้งเปียกจนเป็นเนื้อเดียวกัน ทีนี้ก็ทำพิธืชุบด้ายให้เป็นป่านคม โดยเอาปลายด้ายผูกเสาหรือหลักไว้ อีกมือก็กำด้ายที่แช่อยู่ในกาวรูดสายป่านให้กาวมันติดด้าย เดินพันรอบหลักสองหลัก จนด้ายหมดหลอด  ปล่อยทิ้งไว้จนแห้งสนิทก็นำมาม้วนเตรียมใช้งานได้
.
การใช้เชือกที่เป็นป่านคมนี้ ที่สนามหลวงไม่ค่อยมี เพราะอาจโดนตื้บได้  จะมีก็ตามถิ่นต่างๆ เช่นแถวบ้านเรามีที่ว่างเล็กๆก็จะไปชักว่าวเล่นกัน ในถิ่นใกล้เคียงก็อาจมีคนชักว่าวขึ้นมา ในขณะที่ว่าวโบยบินอยู่บนท้องฟ้า ตอนนี้แหละจะมีนักก่อกวน มันจะปล่อยว่าวยาวมาทาบว่าวเรา เมื่อสายป่านทาบกัน มันก็จะปล่อยสายมันให้วิ่งรูดสายป่านของเรา เมื่อสายป่านที่มีคมของมันวิ่งรูดสายป่านของเราในตำแหน่งเดิม ประเดี๋ยวเดียวสายป่านของเราก็จะขาด ว่าวของเราก็จะหลุดลอยหายไปในอากาศ  ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องทำสายป่านของเราให้มีความคมด้วยเช่นกัน ใครแหลมมาก็จะได้ลองดีกัน ว่าใครจะอยู่ใครจะไป
.
เทคนิคในการตัดว่าวกัน อยู่ที่การพยายามอย่าให้ป่านของมันถูอยู่กับรอยเดิมบนป่านของเรา มันจะเหมือนกับเอามีดมาเฉือนอยู่ที่เดิม สักพักเดียวเชือกก็จะขาด ดังนั้นเราจึงต้องผ่อนสายป่านไปเรื่อยเพื่อไม่ให้อยู่ในตำแหน่งเดิม และเป็นการเฉือนป่านของอีกฝ่ายด้วย ทั้งนี้ก็ต้องคำนึงด้วยว่าผ่อนสายป่านไปยาวๆ ถ้าว่าวไม่กินลมอาจตกได้
.
การเอาชนะในการตัดว่าวกัน นอกจากต้องมีฝีมือในการประคองว่าวให้กินลมไว้เสมอ  ความยาวของสายป่านมีความสำคัญมาก เพราะการมีสายป่านที่ยาวหมายถึงเรามีเลื่อยที่ตัดป่านของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่หยุดยั้ง สายป่านยาวจึงได้เปรียบด้วยประการฉะนี้
.
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
มีข่าวจักรยานยนต์ชนคนบนทางเท้า
วันต่อมามีนายตำรวจ พาคนขี่จักรยานยนต์มาขอเคลียร์
โดยเสนอเงินให้ผู้ถูกชนห้าพันบาท แล้วเรื่องจบ
คนถูกชนไม่ยอมรับ ขอดำเนินคดีต่อ
นายตำรวจไม่สบอารมณ์ จึงพูดกับคนที่ถูกชนว่า
"คิดว่าสายป่านยาวก็ตามใจ"
.......
นี่แหละ ผมว่าตำรวจคนนี้ คงเป็นนักชักว่าวตัวยง
และคงไปชักว่าวตัดว่าวคนอื่นมาเยอะแล้ว
จึงมีความรู้เรื่องสายป่านเป็นอย่างดี
.
สวัสดีครับ
พูดเรื่องชักว่าวแล้วนึกถึงวัยเด็กจัง
17 ก.พ.2562

(ขอขอบคุณเจ้าของภาพและบุคคลในภาพ และขออภัยที่ไม่ได้ขออนุญาติในการนำมาใช้)
.